จิตวิญญาณของมนุษย์
ธรรมชาติของจิตวิญญาณมนุษย์
ลักษณะที่สำคัญของมนุษย์ทุกคนคือ จิตวิญญาณแห่งการใช้เหตุผลและเป็นอมตะ จิตวิญญาณอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง มีแหล่งกำเนิดและที่พำนักแท้จริงใน โลกแห่งจิตวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้า โดยอยู่ “นอกเหนือไปจากสภาพของวัตถุทั้งหลาย”
พลังและความก้าวหน้าของวิญญาณ
พระอับดุลบาฮา ทรงกล่าวว่า “ความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์บรรลุผลด้วยพลังอำนาจของวิญญาณ” วิญญาณ “สามารถค้นพบสภาพความเป็นจริงของสรรพสิ่งต่าง ๆ เข้าใจลักษณะเฉพาะของสรรพสิ่ง และหยั่งรู้ความลึกลับทั้งหลายของการดำรงอยู่”
วิทยาศาสตร์, ความรู้, ศิลปะ, ความอัศจรรย์, สถาบันการค้นพบ, และอุตสาหกรรม ล้วนมาจากสติปัญญาของวิญญาณแห่งการใช้เหตุผล
การขัดเงากระจกแห่งจิตวิญญาณ
หากความเป็นจริงของมนุษย์เปรียบเสมือน กระจกเงา ศักยภาพของมนุษย์จะถูกเปิดเผยให้เห็นได้ต่อเมื่อกระจกไม่มัวหมองและหันเข้าหาแหล่งกำเนิดของแสงสว่างเท่านั้น
กระจกเงาแห่งจิตวิญญาณของเราได้รับการขัดเงาโดย:
การสวดมนต์อธิษฐานและการศึกษา
การนำหลักพระธรรมคำสอนไปปฏิบัติ
การเสาะแสวงหาความรู้
การพยายามที่จะพัฒนาความประพฤติของเรา
และการรับใช้เพื่อนมนุษย์
เมื่อความตายมาถึงเราในโลก วิญญาณจะแยกจากร่างกาย และเจริญก้าวหน้าต่อไปในหนทางมุ่งสู่ความสมบูรณ์ชั่วนิรันดร์
มนุษย์จะบรรลุศักยภาพสูงสุดได้อย่างไรในทัศนะของศาสนาบาไฮ?
ตามคำสอนของศาสนาบาไฮ มนุษย์สามารถบรรลุศักยภาพสูงสุดของตนได้ผ่าน การพัฒนาจิตวิญญาณที่มีเหตุผลอย่างต่อเนื่อง และผ่าน การรับใช้เพื่อนมนุษย์อย่างกระตือรือร้น
กระบวนการนี้สามารถเข้าใจได้ผ่านหลักการหลักที่เชื่อมโยงกันดังต่อไปนี้:
1. การตระหนักถึงธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์
คำสอนของบาไฮเน้นย้ำว่า ตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์คือ จิตวิญญาณที่เป็นอมตะและมีเหตุผล (หรือวิญญาณ) ไม่ใช่ร่างกายทางกายภาพ จิตวิญญาณนี้มีศักยภาพพิเศษ เช่น เจตจำนงเสรี ความเข้าใจ และ คุณธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ (เช่น ความรัก ความยุติธรรม และความเมตตา)
จุดมุ่งหมายแห่งชีวิต: จุดประสงค์หลักของชีวิตคือ การรู้จักพระผู้เป็นเจ้าและการสักการะพระองค์ (ซึ่งรวมถึงการรับใช้และการสะท้อนคุณลักษณะอันศักดิ์สิทธิ์)
การเดินทางของจิตวิญญาณ: โลกทางกายภาพถูกมองว่าเป็น สนามฝึกฝน ที่จิตวิญญาณพัฒนาคุณสมบัติทางจิตวิญญาณที่จำเป็นสำหรับการก้าวหน้าชั่วนิรันดร์สู่พระผู้เป็นเจ้าหลังจากความตาย
2. การปลูกฝังคุณสมบัติทางจิตวิญญาณ
การบรรลุศักยภาพเปรียบได้กับการเดินทางเพื่อ ขัดเงากระจกแห่งจิตวิญญาณ เพื่อให้สามารถสะท้อนแสงสว่างของพระผู้เป็นเจ้าได้ การปลูกฝังนี้ไม่ได้เกิดจากการมุ่งเน้นที่ตนเอง แต่เกิดจากความพยายามและการปฏิบัติอย่างแข็งขัน:
การสวดมนต์และการทำสมาธิ: การสื่อสารกับพระผู้เป็นเจ้าเป็นประจำ (การสวดมนต์) และการไตร่ตรองทางจิตวิญญาณอย่างลึกซึ้ง (การทำสมาธิ) เป็นสิ่งจำเป็นในการเสริมสร้างความผูกพันของจิตวิญญาณกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
การศึกษาพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์: การศึกษาคำสอนของ พระบาฮาอุลลาห์ และพระผู้ทรงเปิดเผยศาสนาอื่น ๆ มอบความรู้และแนวทางที่จำเป็นสำหรับการเติบโตทางจิตวิญญาณ
การพัฒนาคุณธรรม: การพัฒนาและดำเนินชีวิตตามคุณลักษณะทางจิตวิญญาณอย่างมีสติ เช่น ความจริงใจ ความถ่อมตน ความน่าเชื่อถือ และการปล่อยวางจากทรัพย์สมบัติทางวัตถุ
3. การรับใช้เพื่อนมนุษย์
การพัฒนาทางจิตวิญญาณของบุคคลนั้น ไม่อาจแยกออกจากการรับใช้ผู้อื่น การแสดงออกถึงศักยภาพของจิตวิญญาณมนุษย์ในระดับสูงสุดคือการทำตัวเป็นแหล่งแห่งความดีงามให้กับโลก
ชีวิตแห่งการรับใช้: ดังที่พระบาฮาอุลลาห์ทรงกล่าวว่า “จุดประสงค์ของแสงสว่างแห่งปัญญาคือการนำทางมนุษย์ไปสู่การรับใช้เพื่อนมนุษย์” มนุษย์จะเติมเต็มจุดมุ่งหมายสูงสุดของตนได้เมื่อพวกเขาอุทิศ เวลา พลังงาน ความรู้ และทรัพยากร เพื่อยกระดับผู้อื่นด้วย ความอ่อนน้อมถ่อมตนและปราศจากการยึดติด
การสร้างสรรค์ประชาคม: การรับใช้นี้มักจะอยู่ในรูปแบบของการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสร้างสรรค์ประชาคมบาไฮ เช่น ชั้นเรียนสำหรับเด็ก โครงการเยาวชน และวงศึกษา ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อ ส่งเสริมความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณและสังคม ในประชาคมที่เป็นหนึ่งเดียว
กล่าวโดยสรุป ศักยภาพของมนุษย์จะเกิดขึ้นได้จริงผ่านความพยายามตลอดชีวิตเพื่อ รู้จักและรักพระผู้เป็นเจ้า (มุ่งเน้นภายใน) ซึ่งแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมใน ความรักและการรับใช้เพื่อนมนุษย์ (มุ่งเน้นภายนอก)
“เมื่อวิญญาณเต็มไปด้วยชีวิตแห่งจิตวิญญาณแล้ว [วิญญาณ] ก็จะนำมาซึ่งการออกผลงอกงามและกลายเป็นต้นไม้แห่งสวรรค์”
พระอับดุลบาฮา
ความเชื่อของศาสนาบาไฮเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย
วิญญาณและชีวิตหลังความตาย คลิกที่นี่
ຊີວິດຫຼັງຄວາມຕາຍ (ຢູທູບ) คลิกที่นี่