ข้อเขียนของสภายุติธรรมสากล

บทนำ

จำนวนเอกสารและจดหมายที่สภายุติธรรมสากล (The Universal House of Justice) ได้จัดทำขึ้นนั้นมีจำนวนมากและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติหน้าที่ในปี ค.ศ. 1963
แม้ว่าจะไม่มีตัวเลขรวมที่แน่นอนซึ่งประกาศต่อสาธารณะถึงจำนวนจดหมายทั้งหมดที่ส่งถึงบุคคลหรือสมัชชาแห่งชาติต่าง ๆ แต่ก็สามารถให้ข้อมูลเบื้องต้นได้ดังนี้:

จำนวนเอกสารโดยประมาณ

 จดหมายและสาส์นสำคัญ: พระสาส์นที่ส่งถึงชาวบาไฮทั่วโลกในโอกาสสำคัญต่าง ๆ เช่น สาส์นริฎวาน (Riḍván Message) และสาส์นที่ประกาศแผนงานระดับโลก ได้รับการเผยแพร่อย่างสม่ำเสมอ
    • ในหอสมุดอ้างอิงของบาไฮ (Baháʼí Reference Library) มีการรวบรวมจดหมายและสาส์นที่คัดเลือกแล้วมากกว่า 400 ฉบับจากสภายุติธรรมสากลไว้ให้ผู้สนใจศึกษา
    • นอกจากนี้ ยังมีจดหมายนับพันฉบับที่ตอบคำถาม ชี้แจง หรือให้คำแนะนำแก่สมัชชาจิตวิญญาณแห่งชาติและบุคคลต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งครอบคลุมประเด็นทางกฎหมาย การบริหารงาน และจิตวิญญาณ
  • เอกสารหลักและคำประกาศ (Major Declarations):
    • สภายุติธรรมสากลได้ผลิตงานเขียนที่มีความสำคัญในระดับโลกหลายฉบับ เช่น “ธรรมนูญแห่งสภายุติธรรมสากล” (The Constitution of the Universal House of Justice) (1972) และคำประกาศสันติภาพระดับโลกอย่าง “คำมั่นสัญญาแห่งสันติภาพโลก” (The Promise of World Peace) (1985)

ข้อสังเกตเพิ่มเติม

จดหมายและเอกสารเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินงานของประชาคมบาไฮทั่วโลก โดยทำหน้าที่ตีความและประยุกต์ใช้คำสอนของพระบาฮาอุลลอฮ์ให้เข้ากับความเป็นไปของโลกในยุคปัจจุบันและอนาคต
คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมและอ่านข้อความที่คัดสรรแล้วจากสภายุติธรรมสากลได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของศาสนาบาไฮครับ www.bahai.org 
คำแปลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ "The Centre for the Study of Baha'i Texts, Haifa" คือ: **ศูนย์ศึกษาคัมภีร์บาไฮ ณ เมืองไฮฟา**

สัญญาแห่งสันติภาพของโลก

 

เรียน  ประชาชนทั้งหลายของโลก 

 
สันติภาพอันยิ่งใหญ่ที่ประชาชนผู้มีไมตรีตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมามีใจถวิลหา  อีกทั้งผู้เห็นอนาคตและกวีหลายชั่วคนจนนับไม่ถ้วนแสดงจินตภาพไว้  และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของยุคทั้งหลายให้สัญญามาตลอด  ในที่สุดแล้วก็อยู่แค่เอื้อมของชาติทั้งหลายเวลานี้  เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เป็นไปได้สำหรับทุกคนที่จะมองดูโลกทั้งใบและประชาชนที่หลากหลายสุดคณนาบนโลกในมุมมองเดียวกัน  สันติภาพของโลกหาใช่เพียงเป็นไปได้  แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้  ซึ่งเป็นขั้นตอนต่อไปของวิวัฒนาการบนโลกนี้  ดังถ้อยคำของนักคิดที่ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง “กระประสานมนุษยชาติทั้งพิภพ”
ไม่ว่าจะบรรลุสันติภาพได้ก็ต่อเมื่อหลังจากความสยดสยองสุดจินตนาการ  ที่ถูกเร่งให้เกิดโดยการยึดติดกับแบบแผนความประพฤติเก่าๆ อย่างดื้อดึงของมนุษยชาติ  หรือจะอ้าแขนรับสันติภาพในเวลานี้โดยเจตจำนงของการปรึกษาหารือ  คือทางเลือกที่อยู่ต่อหน้าทุกคนที่อาศัยอยู่บนโลก  ณ ห้วงเวลาวิกฤตินี้ที่ปัญหาต่างๆ ที่จัดการยากซึ่งชาติทั้งหลายกำลังเผชิญอยู่  ถูกหลอมเป็นความห่วงใยร่วมกันทั้งโลก  การไม่สกัดกระแสแห่งความขัดแย้งและความอลหม่านย่อมเป็นความไม่รับผิดชอบอย่างไร้จิตสำนึก
เค้าลางที่เป็นนิมิตดีส่วนหนึ่งได้แก่  ความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยมาของขั้นตอนทั้งหลายที่มุ่งสู่ระบบโลก  ซึ่งเริ่มต้นในการก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติตอนใกล้เริ่มต้นศตวรรษนี้  ตามมาด้วยองค์การสหประชาชาติที่มีฐานกว้างกว่า  การได้เป็นเอกราชของชาติส่วนใหญ่ในโลกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง  ซึ่งบ่งชี้ความเสร็จสิ้นสมบูรณ์ของกระบวนการสร้างชาติ  และความเกี่ยวพันของชาติที่อ่อนประสบการณ์เหล่านี้กับชาติเก่าก่อนทั้งหลายในเรื่องต่างๆ ที่มีความสนใจร่วมกัน  ผลที่ตามมาคือการเพิ่มขึ้นอย่างไพศาลของการร่วมมือกันระหว่างชนชาติและกลุ่มต่างๆ ที่เคยอยู่โดดเดี่ยวและเป็นปรปักษ์กัน  ในภารกิจระหว่างชาติด้านวิทยาศาสตร์  การศึกษา  กฎหมาย  เศรษฐกิจและวัฒนธรรม  การเพิ่มจำนวนอย่างไม่เคยมีมาก่อนขององค์กรนานาชาติเพื่อมนุษยธรรมในไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา  การกระจายการเคลื่อนไหวของสตรีและเยาวชนเพื่อเรียกร้องการยุติสงคราม  และการเกิดขึ้นเองของเครือข่ายที่ขยายกว้างออกของบุคคลธรรมดาที่แสวงหาความเข้าใจโดยการสื่อสารกันเป็นการส่วนตัว
ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ได้รับพรอย่างไม่ธรรมดานี้  เป็นลางบอกคลื่นลูกใหญ่ในวิวัฒนาการทางสังคมบนโลกนี้  และชี้ให้เห็นวิธีที่สามารถแก้ปัญหาทางปฏิบัติของมนุษยชาติ  แท้จริงแล้วความเจริญก้าวหน้าเหล่านี้จัดหาวิธีสำหรับการบริหารชีวิตที่ซับซ้อนในโลกที่ประสานเข้าด้วยกัน  ถึงกระนั้นอุปสรรคขวางกั้นยังคงอยู่  ความสงสัย  ความเข้าใจผิด  อคติ  ความระแวง  และความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวอันคับแคบ  ได้กลุ้มรุมชาติและประชาชนทั้งหลายในความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาที่มีต่อกัน
ด้วยสำนึกที่ลึกซึ้งในหน้าที่ทางจิตวิญญาณและศีลธรรมนี้เอง  ที่เราถูกผลักดัน ณ ช่วงเวลาที่เหมาะสมนี้  ให้เชิญท่านให้หันมาสนใจการหยั่งเห็นที่มองทะลุของพระบาฮาอุลลาห์ผู้ก่อตั้งศาสนาบาไฮ  ที่สื่อสารไปถึงผู้ปกครองทั้งหลายของมนุษยชาติเป็นครั้งแรกกว่าหนึ่งศตวรรษที่แล้ว  และเราคือผู้พิทักษ์ของศาสนานี้
พระบาฮาอุลลาห์ทรงลิขิตไว้ว่า “อนิจจา  สายลมแห่งความสิ้นหวังกำลังพัดมาจากทุกทิศทาง  และการต่อสู้ที่แบ่งแยกและทรมานมนุษยชาติกำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน  เค้าลางของความอลหม่านและความวุ่นวายที่ใกล้จะเกิดขึ้น  เป็นที่สังเกตเห็นได้ในปัจจุบัน  เนื่องด้วยระบบที่มีอยู่ทั่วไปดูเหมือนบกพร่องอย่างน่าเศร้า”  การวินิจฉัยอนาคตนี้ได้รับการยืนยันเกินพอโดยประสบการณ์ร่วมกันของมนุษยชาติ  ข้อบกพร่องทั้งหลายของระบบที่มีอยู่ทั่วไป  เป็นที่สะดุดตาอยู่ในความไม่สามารถขับไล่ปีศาจสงครามโดยรัฐเอกราชทั้งหลายที่จัดตั้งเป็นองค์การสหประชาชาติ  ในระบบเศรษฐกิจนานาชาติที่ทำท่าจะล่มสลาย  ในการกระจายอนาธิปไตยและการก่อการร้าย  และในความทุกข์ทรมานแสนสาหัสที่ทุกขเวทนาเหล่านี้และทุกขเวทนาอื่นๆ กำลังก่อให้แก่ประชาชนจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นล้านๆ  ที่จริงแล้วความก้าวร้าวและการต่อสู้ได้มาเป็นลักษณะเด่นของระบบสังคม  ระบบเศรษฐกิจและระบบศาสนาของเรา  จนหลายคนยอมจำนนต่อทัศนะที่ว่า  พฤติกรรมดังกล่าวเป็นเนื้อแท้โดยธรรมชาติของมนุษย์  และดังนั้นไม่สามารถขจัดให้หมดสิ้น
ด้วยการตั้งมั่นอยู่ในทัศนะนี้  ความขัดกันในตัวที่ทำให้กิจการทั้งหลายของมนุษย์เป็นอัมพาตค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา  ในด้านหนึ่งประชาชนทุกชาติประกาศไม่เพียงความพร้อม  แต่ประกาศความปรารถนาสันติภาพและความกลมเกลียว  ปรารถนาการสิ้นสุดความหวั่นวิตกที่ทรมานจิตใจและชีวิตประจำวันของพวกเขา  ในอีกด้านหนึ่งมีการเห็นด้วยอย่างไม่พินิจพิจารณากับประพจน์ที่ว่า  มนุษย์นั้นเห็นแก่ตัวและก้าวร้าวอย่างแก้ไขไม่ได้  และดังนี้จึงไม่สามารถสร้างระบบสังคมที่ก้าวหน้า  รักสงบ  มีพลังและกลมเกลียวในเวลาเดียวกัน  เป็นระบบที่ให้อิสระแก่ความสร้างสรรค์และความริเริ่มของบุคคล  แต่อยู่บนพื้นฐานของการร่วมมือและตอบแทนกัน
เนื่องด้วยความจำเป็นต้องมีสันติภาพเป็นเรื่องเร่งด่วนยิ่งขึ้น  ความขัดกันในตัวขั้นมูลฐานนี้ที่ขวางการบังเกิดขึ้นของสันติภาพ  เรียกร้องให้มีการประเมินสมมุติฐานเสียใหม่  สมมุติฐานซึ่งเป็นที่ตั้งของทัศนะปกติทั่วไปเกี่ยวกับสถานการณ์ยุ่งยากในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ  หลักฐานที่ได้รับการตรวจสอบด้วยใจเป็นกลางเปิดเผยให้เห็นว่า  การปฏิบัติตนดังกล่าวหาได้เป็นการแสดงออกของตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์  แต่เป็นตัวอย่างของความบิดเบี้ยวของจิตวิญญาณของมนุษย์  ความพอใจกับข้อคิดเห็นนี้จะช่วยให้ประชาชนทั้งหมดสามารถขับเคลื่อนพลังสร้างสรรค์ทางสังคมซึ่งเพราะว่าสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์  จะสนับสนุนความกลมเกลียวและความร่วมมือกันแทนสงครามและความขัดแย้ง
การเลือกวิถีดังกล่าวมิได้ปฏิเสธแต่เป็นการเข้าใจอดีตของมนุษยชาติ  ศาสนาบาไฮถือว่าความสับสนของโลกและสภาพหายนะในกิจการทั้งหลายของมนุษย์ที่เป็นอยู่  เป็นระยะหนึ่งตามธรรมชาติในกระบวนการพัฒนาของสิ่งมีชีวิต  ซึ่งกำลังนำไปสู่การประสานสามัคคีเผ่าพันธุ์มนุษย์ในระบบสังคมเดียวกันอย่างต้านทานไม่ได้ในที่สุด  ซึ่งขอบเขตของระบบนี้คือโลกใบนี้  เผ่าพันธุ์มนุษย์ในฐานะที่เป็นหน่วยของชีวิตที่ต่างจากชีวิตอื่น  ได้ผ่านระยะต่างๆ ของวิวัฒนาการซึ่งอุปมาเหมือนกับระยะของวัยทารกและวัยเด็กในชีวิตของมนุษย์แต่ละคน  และเวลานี้อยู่ในช่วงเวลาที่เป็นจุดสูงสุดของวัยรุ่นที่หุนหัน  ซึ่งกำลังใกล้เข้าไปสู่วุฒิภาวะที่เฝ้าคอยกันมานาน
การยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าอคติ  สงครามและการแสวงหาประโยชน์อย่างเอาเปรียบ  เป็นการแสดงออกของระยะที่ยังขาดวุฒิภาวะในกระบวนการอันไพศาลทางประวัติศาสตร์  และปัจจุบันเผ่าพันธุ์มนุษย์กำลังประสบกับสถานการณ์โกลาหลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  ซึ่งบ่งชี้การบรรลุวุฒิภาวะร่วมกัน  ไม่ใช่เหตุผลสำหรับความสิ้นหวัง  แต่เป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการเริ่มวิสาหกิจที่โอฬารของการสร้างโลกที่รักสันติ  วิสาหกิจดังกล่าวเป็นไปได้  พลังสร้างสรรค์ที่จำเป็นนั้นมีอยู่  โครงสร้างสังคมที่ประสานสามัคคีสามารถก่อขึ้นมาได้  นี้คือหัวข้อที่เราเร่งเร้าท่านให้ตรวจสอบ
ไม่ว่าความทุกข์ทรมานและความอลหม่านใดๆ อาจรออยู่ในปีต่อๆ ไป  ไม่ว่าสภาพแวดล้อมเวลานี้จะมืดมนเพียงไร  ประชาคมบาไฮเชื่อว่ามนุษยชาติสามารถเผชิญการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้ได้ด้วยความมั่นใจในผลสุดท้าย  การเปลี่ยนแปลงอันปั่นป่วนที่มนุษยชาติกำลังถูกผลักดันเข้าไปหาอย่างรวดเร็วขึ้นทุกที  ไม่ได้บ่งบอกจุดจบของอารยธรรม  แต่จะช่วยปลดปล่อย “ศักยภาพทั้งหลายที่แฝงอยู่ในสถานะของมนุษย์”  และเปิดเผย “ชะตาลิขิตทั้งหมดของมนุษย์บนพิภพ  ความเป็นเลิศแต่กำเนิดของสภาวะความเป็นจริงของมนุษย์”

ตอนที่ 1 

พรสวรรค์ทั้งหลายที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ต่างจากรูปแบบอื่นทั้งหมดของชีวิต  ถูกรวมยอดอยู่ในสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันในฐานะจิตของมนุษย์  และปัญญาคือคุณสมบัติที่เป็นสาระของจิต  พรสวรรค์เหล่านี้ช่วยให้มนุษยชาติสามารถสร้างอารยธรรมและความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุ  แต่ความสำเร็จดังกล่าวโดยลำพังไม่เคยสนองความพอใจของจิตของมนุษย์  ซึ่งธรรมชาติที่ลึกลับของจิตโน้มเอียงเข้าหาสิ่งที่เหนือธรรมชาติ  มุ่งหาอาณาจักรที่มองไม่เห็น  มุ่งหาความเป็นจริงสุดท้าย  ซึ่งเป็นสาระของสาระที่ไม่อาจรู้ได้เรียกว่าพระผู้เป็นเจ้า  ศาสนาทั้งหลายที่ถูกนำมาสู่มนุษยชาติโดยการตามติดกันมาของดวงอาทิตย์แห่งธรรมทั้งหลาย  ได้เป็นตัวเชื่อมโยงเบื้องต้นระหว่างมนุษยชาติกับความเป็นจริงสุดท้ายนั้น  และได้กระตุ้นและขัดเกลาความสามารถของมนุษยชาติ  ให้ประสบความสำเร็จทางจิตวิญญาณด้วยกันกับความก้าวหน้าทางสังคม
ความพยายามอย่างจริงจังที่จะจัดกิจการทั้งหลายของมนุษย์ให้ถูกต้อง  ที่จะบรรลุสันติภาพของโลก  ไม่สามารถละเลยศาสนา  วิธีปฏิบัติและการเข้าใจศาสนาของมนุษย์คือเนื้อหาสาระส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์  นักประวัติศาสตร์เลื่องชื่อท่านหนึ่งพรรณนาศาสนาว่าเป็น “ภาควิชาธรรมชาติของมนุษย์”  ยากที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความวิปริตของภาควิชานี้ได้มีส่วนก่อให้เกิดความสับสนอย่างมากในสังคม  และความขัดแย้งในตัวบุคคลและระหว่างบุคคล  แต่ไม่มีผู้สังเกตการณ์ที่ใจเป็นธรรมคนใด  สามารถลดค่าอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่กว่าของศาสนาที่มีต่อการสำแดงอารยธรรมที่มีชีวิตชีวา  ยิ่งไปกว่านั้นอิทธิพลโดยตรงของศาสนาต่อกฎหมายและศีลธรรมได้สาธิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกว่า  ศาสนาเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับความเป็นระเบียบของสังคม
ในการลิขิตเกี่ยวกับศาสนาในฐานะที่เป็นพลังทางสังคม  พระบาฮาอุลลาห์ทรงกล่าวว่า “ศาสนาคือวิธีการอันยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับการสถาปนาระเบียบในโลกและความพึงพอใจที่สงบของทุกคนที่อาศัยอยู่ในโลก”  ในการกล่าวถึงความเสื่อมหรือการถูกบดบังของศาสนา  พระองค์ทรงลิขิตว่า “หากตะเกียงของศาสนาถูกบดบังแสง  ความวุ่นวายและสับสนจะตามมา  และประทีปแห่งความเป็นธรรม  ความยุติธรรม  ความสงบและสันติภาพ  จะหยุดส่องแสง”  ในการแจกแจงผลที่ตามมาดังกล่าว  ธรรมลิขิตบาไฮชี้ให้เห็นว่า “ความวิปริตของธรรมชาติของมนุษย์  ความเสื่อมทรามของการปฏิบัติตัวของมนุษย์  ความทุจริตและความเสื่อมสลายของสถาบันทั้งหลายของมนุษย์  เปิดเผยตนเองด้วยลักษณะที่เลวร้ายและน่าสะอิดสะเอียนที่สุดในสภาพแวดล้อมดังกล่าว  อุปนิสัยใจคอของมนุษย์ต่ำลง  ความเชื่อมั่นสั่นคลอน  การควบคุมวินัยหย่อนยาน  เสียงของมโนธรรมเงียบลง  สำนึกในศีลธรรมและความละอายใจมืดมน  ความคิดเกี่ยวกับหน้าที่  ความเป็นปึกแผ่น  การตอบแทนกันและความจงรักภักดี  ถูกบิดเบือน  และความสงบสุข  ความเบิกบานและความหวัง  ดับสิ้นไปทีละน้อย”
ดังนั้นหากมาถึงจุดของความขัดแย้งที่ทำให้เป็นอัมพาต  มนุษยชาติต้องหันมาดูตนเอง  ดูความไม่ใส่ใจของตน  และเสียงล่อใจที่ตนตั้งใจฟัง  เพื่อหาแหล่งที่มาของความเข้าใจผิดและความสับสนที่กระทำในนามของศาสนา  บรรดาผู้ที่ยึดถือความเชื่อเฉพาะตามจารีตอย่างตาบอดและเห็นแก่ตัว  ผู้ที่เอาการตีความคำแถลงของศาสนทูตทั้งหลายของพระผู้เป็นเจ้าที่ผิดพลาดและขัดแย้งกันมายัดเยียดให้แก่ผู้ที่เลื่อมใสตน  มีความรับผิดชอบอย่างหนักต่อความสับสนนี้  เป็นความสับสนที่ผสมกับอุปสรรคเทียมที่ก่อขึ้นมาระหว่างความศรัทธาและเหตุผล  วิทยาศาสตร์และศาสนา  เพราะจากการตรวจสอบวาทะที่แท้จริงของพระศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนาทั้งหลายด้วยใจเป็นธรรม  และสภาพแวดล้อมทางสังคมที่พระศาสดาทั้งหลายถูกกำหนดให้ดำเนินการตามพันธกิจของตน  ไม่มีสิ่งใดสนับสนุนการวิวาทและอคติที่ป่วนชุมชนศาสนาทั้งหลายของมนุษยชาติและกิจการทั้งหมดของมนุษย์
คำสอนที่ว่าเราควรปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่เราเองอยากถูกปฏิบัติ  ซึ่งเป็นจริยธรรมที่กล่าวซ้ำในศาสนาที่ยิ่งใหญ่ทั้งปวง  ให้พลังหนุนข้อสังเกตหลังสองประการนี้โดยเฉพาะ  จริยธรรมนี้รวมยอดเจตคติทางศีลธรรมที่เป็นลักษณะสำคัญที่ก่อให้เกิดสันติภาพ  ซึ่งขยายไปตามศาสนาเหล่านี้โดยไม่คำนึงถึงสถานที่หรือเวลากำเนิดของศาสนา  และยังหมายถึงลักษณะสำคัญหนึ่งของความสามัคคีซึ่งเป็นคุณที่เป็นสาระสำคัญของศาสนาทั้งหลาย  เป็นคุณที่มนุษยชาติในการมองประวัติศาสตร์ไม่ปะติดปะต่อ  ไม่เห็นคุณค่า
หากได้มองบรรดาพระศาสดาผู้อบรมวัยเด็กร่วมกันของตนในลักษณะที่แท้จริง  ในฐานะผู้ปฏิบัติการของกระบวนการสร้างอารยธรรมเดียวกัน  ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามนุษยชาติย่อมได้เก็บเกี่ยวคุณประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าสุดคณานับ  จากอิทธิพลสะสมของพันธกิจที่ตามติดกันมาของพระศาสดาทั้งหลาย  อนิจจา  มนุษยชาติหาได้มอง
การฟื้นขึ้นมาของความบ้าคลั่งศาสนาที่ร้อนแรงที่เกิดขึ้นในหลายดินแดน  ไม่สามารถพิจารณาเป็นอื่นใดได้มากไปกว่าการชักกระตุกที่กำลังจะตาย  ลักษณะของปรากฏการณ์ที่รุนแรงและปั่นป่วนที่สัมพันธ์กับความบ้าคลั่งศาสนา  ให้การยืนยันความล้มละลายทางจิตวิญญาณที่ความบ้าคลั่งนั้นเป็นสัญลักษณ์  ที่จริงแล้วหนึ่งในลักษณะเฉพาะที่แปลกและน่าเศร้าที่สุดของการระเบิดออกมาของความบ้าคลั่งศาสนาในปัจจุบัน  คือขนาดในแต่ละกรณีที่ความบ้าคลั่งนั้นบ่อนทำลายไม่เพียงแต่ค่านิยมทางจิตวิญญาณที่หนุนนำความสามัคคีของมนุษยชาติ  แต่ยังบ่อนทำลายชัยชนะทางศีลธรรมที่ไม่มีเหมือนทั้งหลายที่ได้มาโดยศาสนาที่ความบ้าคลั่งนั้นอ้างว่ารับใช้
ไม่ว่าพลังทางศาสนาจะสำคัญเพียงไรในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ  และไม่ว่าการฟื้นขึ้นมาของความบ้าคลั่งศาสนาที่สู้รบกันในปัจจุบันจะสะเทือนอารมณ์เพียงใด  เป็นเวลาหลายทศวรรษศาสนาและสถาบันทางศาสนาทั้งหลายถูกมองโดยประชาชนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า  ไม่สัมพันธ์กับเรื่องสำคัญของโลกสมัยใหม่  แทนที่จะหันมาหาศาสนาพวกเขาไปไขว่คว้าความพอใจทางวัตถุอย่างสุขสำราญ  หรือไปตามลัทธิต่างๆ ที่มนุษย์คิดขึ้นมาที่มุ่งหมายจะช่วยสังคมให้พ้นจากความชั่วร้ายที่ประจักษ์ทั้งหลายที่สังคมโอดครวญอยู่ภายใต้นั้น  อนิจจา  แทนที่จะอ้าแขนรับแนวความคิดของความเป็นหนึ่งเดียวกันของมนุษยชาติและส่งเสริมการเพิ่มความกลมเกลียวในหมู่ชนชาติต่างๆ  ลัทธิมากมายเหล่านี้กลับมีแนวโน้มที่จะบูชารัฐเยี่ยงพระเจ้า  ทำให้มนุษยชาติที่เหลือเป็นรองต่อชาติหนึ่ง  เชื้อชาติหนึ่งหรือชนชั้นหนึ่ง  พยายามระงับการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดทั้งหมด  หรือทอดทิ้งประชาชนที่อดอยากนับล้านๆ อย่างไม่ไยดีไว้กับปฏิบัติการของระบบการตลาดที่กำลังซ้ำเติมความระกำลำบากของมนุษยชาติส่วนใหญ่อย่างชัดเจน  ขณะที่ช่วยให้ภาคส่วนเล็กๆ สามารถดำรงชีวิตในสภาพที่ความมั่งคั่งอย่างที่บรรพบุรุษของเราแทบไม่เคยนึกฝัน
บันทึกเกี่ยวกับศาสนาทดแทนทั้งหลายที่บรรดาผู้ชาญฉลาดทางโลกในยุคของเราสร้างขึ้นมานั้นน่าสลดเพียงไร  ในการเลิกหลงเชื่อสิ่งผิดครั้งใหญ่ของประชากรทั้งหมดที่ถูกสอนให้บูชา ณ แท่นบูชาของศาสนาทดแทนเหล่านี้  มีคำวินิจฉัยที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ของประวัติศาสตร์ให้อ่านเกี่ยวกับคุณค่าของศาสนาทดแทนดังกล่าว  ผลที่หลักความเชื่อเหล่านี้ก่อให้เกิดหลังจากหลายทศวรรษของการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกรั้งมากยิ่งขึ้น  โดยบรรดาผู้ที่ได้ขึ้นมาเป็นใหญ่ในกิจการต่างๆ เพราะหลักความเชื่อดังกล่าว  คือความยุ่งยากทางสังคมและเศรษฐกิจที่ส่งผลร้ายต่อทุกภูมิภาคของโลกในปีท้ายๆ ของคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ  ที่เป็นรากฐานของความเดือดร้อนภายนอกเหล่านี้คือ  ความเสียหายทางจิตวิญญาณที่สะท้อนอยู่ในความเมินเฉยที่กุมมวลประชาชนของทุกชาติ  และโดยการดับความหวังในหัวใจของคนนับล้านๆ ที่แร้นแค้นและเจ็บปวด
เวลามาถึงแล้ว  คือเวลาที่บรรดาผู้ที่เทศน์ความเชื่อในวัตถุนิยมอย่างห้ามแย้ง  ไม่ว่าของโลกตะวันออกหรือโลกตะวันตก  ไม่ว่าของทุนนิยมหรือสังคมนิยม  ต้องให้เหตุผลสำหรับการเป็นผู้ดูแลศีลธรรมที่พวกเขาหาญเข้ามารับผิดชอบ  “โลกใหม่” ที่ลัทธิเหล่านี้สัญญาไว้อยู่ที่ไหน?  สันติภาพนานาชาติที่พวกเขาประกาศอุทิศตนต่ออุดมคติของเรื่องนี้อยู่ที่ไหน?  การบุกเบิกเข้าไปสู่อาณาจักรใหม่ๆ ของความสำเร็จทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นโดยการขยายอิทธิพลของเชื้อชาตินี้  ชาตินั้น  หรือชนชั้นหนึ่ง  อยู่ที่ไหน?  ทำไมประชาชนส่วนใหญ่มากมายของโลกกำลังจมลึกลงไปเรื่อยๆ ในความหิวโหยและทุกขเวทนา  ขณะที่ความมั่งคั่งในระดับที่ไม่เคยนึกฝันโดยฟาโรห์  ซีซ่าร์  หรือแม้แต่บรรดามหาอำนาจนักล่าอาณานิคมในคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า  อยู่ในมือของบรรดาผู้ชี้ขาดกิจการทั้งหลายในปัจจุบัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สุด  ในการยกย่องการไขว่คว้าทางวัตถุซึ่งเป็นทั้งที่มาและลักษณะเฉพาะร่วมกันของลัทธิทั้งหมดดังกล่าวนี้เอง  ที่เราพบรากที่หล่อเลี้ยงความไม่จริงที่ว่า  มนุษย์เราเห็นแก่ตัวและก้าวร้าวอย่างแก้ไขไม่ได้  ตรงนี้เองที่ต้องเก็บกวาดพื้นดินให้โล่งเพื่อการสร้างโลกใหม่ที่เหมาะสำหรับลูกหลานของเรา
ตามประสบการณ์นั้นการที่อุดมคติทางวัตถุนิยมหาได้ตอบสนองความต้องการของมนุษยชาติ  เรียกร้องให้มีการยอมรับว่าอย่างสุจริตใจว่า  บัดนี้ต้องมีความพยายามใหม่เพื่อหาทางออกสำหรับปัญหาที่เจ็บปวดทั้งหลายของโลก  สภาพที่เหลือทนทั้งหลายที่แผ่ไปทั่วสังคมชี้บ่งความล้มเหลวร่วมกันของทั้งหมด  ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มีแนวโน้มจะยุยงส่งเสริมแทนที่จะผ่อนคลายความตั้งมั่นที่มีอยู่รอบด้าน  เป็นที่ชัดเจนว่าจำเป็นต้องมีการพยายามแก้ไขร่วมกันอย่างรีบด่วน  โดยเบื้องต้นแล้วนี้เป็นเรื่องของเจตคติ  มนุษยชาติจะยังคงดื้อดันต่อไปโดยการยึดถือแนวความคิดที่พ้นสมัยและสมมุติฐานที่ใช้ไม่ได้ผลหรือ?  หรือผู้นำทั้งหลายของมนุษยชาติจะก้าวออกมาโดยไม่คำนึงถึงลัทธิ  และปรึกษาหารือกันด้วยเจตจำนงที่มุ่งมั่น  เพื่อค้นหาทางออกที่เหมาะสมอย่างสามัคคีกัน? 
บรรดาผู้ที่ห่วงใยอนาคตของเผ่าพันธุ์มนุษย์น่าจะไตร่ตรองคำแนะนำนี้ : “ถ้าอุดมคติทั้งหลายที่ยึดถือกันมานานและสถาบันทั้งหลายที่เก่าแก่น่านับถือ  ถ้าสมมุติฐานทางสังคมและสูตรทางศาสนาบางอย่าง  ได้ยุติส่งเสริมความผาสุกของมนุษยชาติส่วนใหญ่  ไม่ได้ดูแลความต้องการของมนุษยชาติที่มีวิวัฒนาการอยู่ตลอดอีกต่อไป  ก็ขอให้สิ่งเหล่านี้ถูกลดชั้นและกวาดไปไว้ในสถานที่สำหรับหลักความเชื่อที่พ้นสมัยและถูกลืม  ในโลกที่อยู่ภายใต้กฎแห่งความเปลี่ยนแปลงและความเสื่อมซึ่งเป็นกฎที่ไม่มีเปลี่ยนแปลง  ไฉนสิ่งเหล่านี้ควรได้รับการยกเว้นจากความเสื่อมที่จำเป็นต้องบังเกิดกับทุกสถาบันของมนุษย์?  เพราะมาตรฐานทางกฎหมาย  ทฤษฎีการเมืองและเศรษฐกิจ  ถูกออกแบบให้พิทักษ์รักษาประโยชน์ของมนุษยชาติทั้งหมด  ไม่ใช่ให้มนุษยชาติทุกข์ทรมานเพื่อปกรักษาบูรณภาพของกฎหรือหลักความเชื่อใดโดยเฉพาะ”

ตอนที่ 2

คำสั่งห้ามอาวุธนิวเคลียร์  การห้ามใช้ก๊าซพิษ  หรือการทำให้สงครามเชื้อโรคเป็นสิ่งผิดกฎหมาย  จะไม่กำจัดรากเหง้าของสงครามไม่ว่ามาตรการทางปฏิบัติดังกล่าวจะสำคัญอย่างเห็นได้ชัดเพียงไร  ในฐานะที่เป็นองค์ประกอบของกระบวนการสันติภาพ  ในตัวมันเองแล้วผิวเผินเกินกว่าที่จะมีอิทธิพลยั่งยืน  ชนชาติทั้งหลายฉลาดพอที่จะคิดรูปแบบอื่นๆ ของการทำสงคราม  ฉลาดพอที่จะใช้อาหาร  วัตถุดิบ  การเงิน  อำนาจอุตสาหกรรม  ลัทธิ  และการก่อการร้าย  เพื่อโค่นกันและกันในการแสวงหาความเป็นใหญ่และอำนาจควบคุมอย่างไม่จบสิ้น  ความระส่ำระสายอย่างหนักในกิจการทั้งหลายของมนุษยชาติในปัจจุบัน  ไม่สามารถแก้ไขได้โดยการหาข้อตกลงสำหรับข้อขัดแย้งและข้อพิพาทที่เจาะจงบางข้อในหมู่ชาติทั้งหลาย  แต่ต้องรับเอาโครงร่างสากลอย่างแท้จริงมาใช้
แน่นอนว่าผู้นำประเทศทั้งหลายตระหนักในความแผ่กว้างไปทั่วโลกของปัญหานี้  ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ในตัวอยู่ในประเด็นต่างๆ ที่ทวีจำนวนขึ้นที่พวกเขาเผชิญรายวัน  มีรายงานผลการศึกษาที่สะสมและการแก้ไขปัญหาที่เสนอโดยหลายกลุ่มที่ห่วงใยและปัญญาสว่าง  และหน่วยงานต่างๆ ขององค์การสหประชาชาติ  เพื่อขจัดความเป็นไปได้ของความไม่รู้เกี่ยวกับเงื่อนไขจำเป็นต่างๆ ที่ท้าทายที่จะต้องรับมือ  อย่างไรก็ตามมีความเป็นอัมพาตของเจตจำนง  และนี่เองที่ต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบและจัดการอย่างมุ่งมั่น  ดังที่เรากล่าวไว้แล้วความเป็นอัมพาตนี้งอกรากอยู่ในความเชื่อมั่นที่ฝังลึกเกี่ยวกับความชอบวิวาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้มนุษยชาติ  ซึ่งได้นำไปสู่ความไม่สู้จะเต็มใจที่จะรับพิจารณาความเป็นไปได้ของการให้ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวของชาติเป็นรองต่อสิ่งที่จำเป็นสำหรับระบบโลก  และงอกรากอยู่ในความไม่เต็มใจที่จะเผชิญนัยต่างๆ ที่กว้างไกลของการสถาปนาองค์กรที่มีอำนาจที่ประสานเข้าด้วยกันระดับโลก  นี้ยังสาวได้ไปถึงความไร้สมรรถภาพของมวลชนที่เขลาและเชื่อฟังเป็นส่วนใหญ่  ที่ไม่สามารถเรียบเรียงคำอธิบายความปรารถนาระบบใหม่  ซึ่งพวกเขาสามารถมีชีวิตอย่างสันติสุข  กลมเกลียวและเจริญรุ่งเรืองกับมนุษยชาติทั้งมวล
ขั้นตอนทดลองไปสู่ระบบโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งนับแต่สงครามโลกที่ครั้งที่สอง  ให้สัญญาณที่มีหวัง  แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มทั้งหลายของชาติต่างๆ ที่จะสร้างความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการ  ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถร่วมมือกันในเรื่องต่างๆ ที่มีความสนใจร่วมกัน  บอกเป็นนัยว่าชาติทั้งหมดสามารถเอาชนะอัมพาตนี้ได้ในที่สุด  สมาคมชาติอาเซียน  ประชาคมและตลาดร่วมคาริบเบียน  ตลาดร่วมอเมริกากลาง  สภาเพื่อความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจ  ประชาคมยุโรป  สันนิบาตรัฐอาหรับ  องค์การเอกภาพอัฟริกา  องค์การรัฐอเมริกา  เวทีแปซิฟิกใต้  ความอุตสาหะร่วมกันทั้งหมดที่แสดงให้เห็นโดยองค์การเหล่านี้  ตระเตรียมหนทางไปสู่ระบบโลก
ความสนใจมากขึ้นที่มุ่งมาที่บางปัญหาที่ฝังรากลึกที่สุดของโลก  คืออีกสัญญาณหนึ่งที่มีหวัง  ทั้งๆ ที่องค์การสหประชาชาติจะมีข้อบกพร่องที่ปรากฏชัด  ปฏิญญาและอนุสัญญากว่าสี่สิบฉบับที่องค์การนั้นลงมติรับ  แม้ว่ารัฐบาลทั้งหลายจะไม่กระตือรือร้นในคำมั่นสัญญาที่มีต่อข้อตกลงเหล่านี้  ก็ได้ให้ความรู้สึกของชีวิตใหม่แก่ประชาชนธรรมดา  ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน  อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์  และมาตรการทั้งหลายที่คล้ายกันเกี่ยวกับการขจัดทุกรูปแบบของการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ  เพศหรือความเชื่อทางศาสนา  การสนับสนุนสิทธิของเด็ก  การคุ้มครองทุกคนมิให้โดนทรมาน  การขจัดความหิวและภาวะทุโภชนาการ  การใช้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ต่อสันติภาพและเป็นคุณต่อมนุษยชาติ  มาตรการดังกล่าวทั้งหมดหากนำมาบังคับใช้อย่างกล้าหาญและขยายออกไป  จะร่นวันเข้ามาที่ปีศาจสงครามจะสูญสิ้นอำนาจครอบงำความสัมพันธ์ระหว่างชาติ  ไม่มีความจำเป็นที่จะเน้นนัยสำคัญของประเด็นทั้งหลายที่กล่าวไว้ในปฏิญญาและอนุสัญญาเหล่านี้  อย่างไรก็ตามบางประเด็นดังกล่าวควรได้รับการวิจารณ์เพิ่มเติม  เพราะมีความเกี่ยวข้องกับการสถาปนาสันติภาพของโลกในเวลานี้
อคติทางเชื้อชาติซึ่งเป็นหนึ่งในความชั่วร้ายที่เป็นภัยร้ายแรงและยืนยงที่สุด  คืออุปสรรคใหญ่อย่างหนึ่งของสันติภาพ  การเหยียดเชื้อชาติเป็นการละเมิดเกียรติของมนุษย์ที่เย้ยศีลธรรมเกินกว่าจะรับได้ด้วยข้ออ้างใดๆ  อคติทางเชื้อชาติหน่วงการคลี่ออกมาของศักยภาพที่ไร้ขอบเขตของผู้ที่เป็นเหยื่อ  ยังความเสื่อมทรามให้แก่ผู้เหยียดเชื้อชาติ  และถ่วงความก้าวหน้าของมนุษย์  การรับรองความเป็นหนึ่งเดียวกันของมนุษยชาติโดยการใช้มาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสม  ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วถึงหากจะเอาชนะปัญหานี้
ความเหลื่อมล้ำเกินควรระหว่างคนร่ำรวยกับคนยากไร้  ซึ่งเป็นที่มาของความทุกข์ทรมานที่สาหัส  ทำให้โลกอยู่ในสภาวะที่ไร้เสถียรภาพ  และที่จริงแล้วจวนจะเป็นสงคราม  สังคมจำนวนน้อยจัดการกับสถานการณ์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องใช้วิธีทางธรรมะ  ศีลธรรมและปฏิบัติได้ผสมกัน  การมองปัญหานี้ใหม่เป็นสิ่งจำเป็น  ซึ่งจะต้องปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาโดยปราศจากการโต้คารมทางเศรษฐศาสตร์หรือลัทธิ  และให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่รีบด่วน  เรื่องนี้เป็นประเด็นที่เกี่ยวพันไม่เพียงกับความจำเป็นที่จะต้องขจัดความมั่งคั่งและความยากจนที่สุดขีดเท่านั้น  แต่ยังเกี่ยวพันกับสัจธรรมต่างๆ ด้วย  ซึ่งการเข้าใจสัจธรรมเหล่านี้จะก่อให้เกิดเจตคติใหม่ที่เป็นสากล  การส่งเสริมเจตคตินี้ในตัวมันเองคือส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหา
ชาตินิยมที่สุดโต่งซึ่งต่างจากความรักชาติที่มีสติและชอบด้วยเหตุผล  ต้องเปิดทางให้แก่ความจงรักภักดีที่กว้างกว่า  ให้แก่ความรักมนุษยชาติโดยทั้งหมด  คำแถลงของพระบาฮาอุลลาห์คือ “โลกนี้เป็นเพียงประเทศเดียว  และมนุษยชาติเป็นเพียงพลเมืองของประเทศเดียวกัน”  แนวความคิดเกี่ยวกับความเป็นพลเมืองของโลกเป็นผลโดยตรงมาจากการหดตัวของโลกเป็นละแวกบ้านเดียวกัน  โดยความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างชาติทั้งหลายที่โต้แย้งไม่ได้  ความรักชนชาติทั้งหมดของโลกไม่ได้กันความรักประเทศของตนออกไป  ประโยชน์ของส่วนหนึ่งในสังคมโลกจะได้รับการส่งเสริมดีที่สุดโดยการส่งเสริมประโยชน์ของทั้งหมด  กิจกรรมนานาชาติในวงการต่างๆ ในปัจจุบัน  ที่บ่มเพาะความรักใคร่ซึ่งกันและกันและสำนักในความเป็นปึกแผ่นในหมู่ชนชาติทั้งหลาย  จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนอย่างยิ่ง
ตลอดประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางศาสนาได้เป็นสาเหตุของสงครามและการต่อสู้จำนวนนับไม่ถ้วน  เป็นตัวถ่วงความเจริญที่สำคัญ  และเป็นที่ขยะแขยงมากขึ้นสำหรับประชาชนของทุกศาสนาและไม่มีศาสนา  ศาสนิกชนของทุกศาสนาต้องเต็มใจเผชิญกับปัญหาพื้นฐานที่ความขัดแย้งนี้หยิบยกขึ้นมา  และหาคำตอบให้ได้ชัดเจน  ความขัดแย้งระหว่างพวกเขาจะแก้ไขได้อย่างไรทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ?  การท้าทายที่ผู้นำศาสนาทั้งหลายของมนุษยชาติเผชิญอยู่คือ  การตรึกตรองดูสภาพการณ์ที่เลวร้ายของมนุษยชาติด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งความเห็นอกเห็นใจและความปรารถนาสัจธรรม  และถามตัวเองด้วยความถ่อมตัวต่อหน้าพระผู้สร้างผู้ทรงมหิธานุภาพว่า  พวกเขาไม่สามารถหรือที่จะจมความขัดแย้งทางศาสนศาสตร์ของตนลงไปในจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่แห่งความอดกลั้นซึ่งกันและกัน  ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถทำงานร่วมกันเพื่อความก้าวหน้าของความเข้าใจและสันติภาพ
การปลดแอกสตรี  การบรรลุความเสมอภาคระหว่างเพศโดยบริบูรณ์  คือหนึ่งในเงื่อนไขจำเป็นสำหรับสันติภาพที่สำคัญที่สุดแม้จะได้การยอมรับน้อยกว่า  การปฏิเสธความเสมอภาคนี้เป็นการกระทำความอยุติธรรมต่อครึ่งหนึ่งของประชากรโลก  อีกทั้งส่งเสริมเจตคติและนิสัยที่เป็นภัยให้แก่บุรุษ  ซึ่งติดตัวจากครอบครัวไปสู่ที่ทำงาน  ไปสู่ชีวิตทางการเมือง  และในที่สุดไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างชาติ  ไม่มีมูลเหตุทางศีลธรรม  ทางปฏิบัติหรือทางชีววิทยา  ที่มีเหตุผลสนับสนุนการปฏิเสธความเสมอภาคนี้  ต่อเมื่อสตรีได้รับการต้อนรับให้เป็นหุ้นส่วนโดยบริบูรณ์ในทุกวงความพยายามของมนุษย์เท่านั้น  บรรยากาศทางศีลธรรมและจิตวิทยาจึงจะเกิดขึ้น  ซึ่งในบรรยากาศนี้สันติภาพนานาชาติจะโผล่พ้นขึ้นมาได้
ความมุ่งหมายแห่งการศึกษาสากล  ซึ่งได้เกณฑ์กองทัพประชาชนผู้อุทิศตนจากทุกศาสนาและทุกชาติมารับใช้อยู่แล้ว  สมควรได้รับการสนับสนุนเต็มที่ที่รัฐบาลทั้งหลายของโลกจะให้ได้  เพราะความไร้การศึกษาคือเหตุผลหลักที่โต้แย้งไม่ได้สำหรับความเสื่อมถอยและความตกต่ำของประชาชนทั้งหลาย  และความยืนยงของอคติ  ไม่มีชาติใดสามารถประสบความสำเร็จนอกจากว่าพลเมืองทั้งหมดของตนจะได้รับการศึกษา  การขาดทรัพยากรจำกัดความสามารถของหลายชาติในการบรรลุสิ่งที่จำเป็นนี้  เป็นการบังคับให้จัดลำดับก่อนหลัง  ท่าจะให้ดีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลายที่มีอำนาจตัดสินใจ  ควรพิจารณาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกแก่การศึกษาของสตรีและเด็กหญิง  เนื่องด้วยโดยการผ่านทางมารดาที่มีการศึกษานี่เอง  ที่ประโยชน์ของความรู้สามารถแพร่กระจายไปทั่วสังคมได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด  เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของยุคสมัย  ควรพิจารณาให้การสอนแนวความคิดเกี่ยวกับความเป็นพลเมืองของโลกเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษามาตรฐานสำหรับเด็กทุกคน
การขาดการสื่อสารขั้นมูลฐานระหว่างชนชาติทั้งหลาย  บั่นทอนความพยายามไปสู่สันติภาพของโลกอย่างร้ายแรง  การนำภาษาหนึ่งมาใช้เป็นภาษาเสริมระหว่างชาติ  จะประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหานี้  และจำเป็นต้องให้ความสนใจโดยด่วนที่สุด
ในประเด็นทั้งหมดเหล่านี้มีการเน้นสองใจความสำคัญ  หนึ่งคือ  การยุติสงครามไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของการเซ็นสนธิสัญญาและพิธีสาร  แต่เป็นงานที่ซับซ้อนที่ต้องอาศัยความทุ่มเทจิตใจระดับใหม่ให้แก่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ไม่สัมพันธ์กับความพยายามบรรลุสันติภาพตามปกติ  บนพื้นฐานของข้อตกลงทางการเมืองโดยลำพัง  ความนึกคิดเกี่ยวกับสวัสดิภาพร่วมกันเป็นเรื่องเพ้อฝัน  อีกใจความหนึ่งคือ  ความท้าทายเบื้องต้นในการจัดการกับประเด็นทั้งหลายของสันติภาพคือ  การยกระดับของบริบทให้ขึ้นมาเป็นหลักการ  ซึ่งต่างจากปฏิบัตินิยมล้วนๆ  เพราะโดยสาระนั้นสันติภาพเกิดจากสภาวะของจิตใจ  ที่ได้รับการค้ำจุนด้วยเจตคติทางจิตวิญญาณและศีลธรรม  และสำคัญอยู่ที่การปลุกเจตคตินี้นี่เองที่ความเป็นไปได้ของการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนสามารถพบได้
มีหลักธรรมต่างๆ หรือที่บางคนเรียกว่าหรือค่านิยมของมนุษย์  ซึ่งการแก้ปัญหาสังคมทุกอย่างสามารถพบได้ด้วยหลักธรรมเหล่านี้  โดยทั่วไปแล้วกลุ่มใดๆ ที่มีเจตนาดีสามารถคิดค้นวิธีแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติ  แต่เจตนาดีและความรู้ทางปฏิบัติมักไม่พอ  คุณความดีที่เป็นสาระสำคัญของหลักธรรมนั้น  ไม่เพียงนำเสนอมุมมองที่กลมกลืนกับสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์  แต่ยังก่อให้เกิดเจตคติ  พลังขับเคลื่อน  เจตจำนง  และความใฝ่ฝัน  ซึ่งจะช่วยการค้นพบและการดำเนินมาตรการทั้งหลายทางปฏิบัติ  บรรดาผู้นำของรัฐบาลทั้งหลายและทุกคนที่อยู่ในอำนาจ  ย่อมได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดีในความพยายามแก้ไขปัญหาทั้งหลาย  หากพวกเขาหาทางระบุหลักธรรมที่เกี่ยวข้องก่อน  แล้วใช้หลักธรรมเหล่านั้นชี้นำ

ตอนที่ 3 

ปัญหาเบื้องต้นที่จะต้องแก้ไขคือ  โลกปัจจุบันที่ตั้งมั่นอยู่ในแบบแผนของความขัดแย้ง  จะเปลี่ยนเป็นโลกที่มีความกลมเกลียวและความร่วมมือกันอย่างแพร่หลายได้อย่างไร
ระบบโลกสามารถก่อตั้งได้บนสำนึกที่ไม่สั่นคลอนในความเป็นหนึ่งเดียวกันของมนุษยชาติเท่านั้น  ซึ่งเป็นสัจธรรมทางจิตวิญญาณที่ศาสตร์ทั้งหมดของมนุษย์ยืนยัน  มานุษยวิทยา  สรีรวิทยา  จิตวิทยา  ยอมรับว่ามนุษย์มีสายพันธุ์เดียวเท่านั้น  แม้จะมีความหลากหลายอย่างไม่สิ้นสุดในลักษณะที่เป็นรองอื่นๆ ของชีวิต  การยอมรับสัจธรรมนี้จำเป็นต้องละทิ้งอคติ  อคติทุกชนิด  อคติทางเชื้อชาติ  ชนชั้น  สีผิว  ความเชื่อทางศาสนา  ชาติ  เพศ  ระดับขั้นของอารยธรรมทางวัตถุ  ทุกสิ่งที่ทำให้ประชาชนถือว่าตนเหนือกว่าผู้อื่น
การยอมรับความเป็นหนึ่งเดียวกันของมนุษยชาติ  คือเงื่อนไขจำเป็นแรกขั้นมูลฐานสำหรับการจัดระบบใหม่และบริหารโลกให้เป็นเสมือนประเทศเดียว  เป็นบ้านของมนุษยชาติ  การยอมรับหลักธรรมนี้อย่างเป็นสากล  เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความพยายามใดก็ตามที่จะสถาปนาสันติภาพของโลกให้สำเร็จ  ดังนั้นหลักธรรมนี้ควรได้รับการประกาศอย่างเป็นสากล  สอนในโรงเรียนทั้งหลาย  และยืนยันอยู่ตลอดในทุกชาติ  เป็นการเตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงองคาพยพในโครงสร้างสังคมตามที่หลักธรรมนี้แสดงนัยไว้
ในทัศนะของบาไฮ  การยอมรับความเป็นหนึ่งเดียวกันของมนุษยชาติ “กำหนดเงื่อนไขไม่น้อยไปกว่าการลดกำลังทหารและสร้างโลกอารยะใหม่ทั้งหมด  เป็นโลกที่ประสานองคาพยพเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งในลักษณะสำคัญทั้งหมดของชีวิต  ในกลไกการปกครอง  ในความใฝ่ฝันทางศีลธรรม  ในการค้าและการคลัง  ในแบบเขียนและภาษา  และกระนั้นไม่มีสิ้นสุดในความหลากหลายของเอกลักษณ์ความเป็นชาติของหน่วยต่างๆ ที่รวมตัวกันเป็นสหพันธ์”
ในการขยายความนัยต่างๆ ของหลักธรรมที่สำคัญนี้  ท่านโชกิ  เอฟเฟนดิผู้เป็นศาสนภิบาลของศาสนาบาไฮ  ให้คำอธิบายไว้ในปี ค.ศ.1931 ว่า “หลักธรรมนี้มิได้มุ่งหมายจะบ่อนทำลายรากฐานทั้งหลายของสังคมที่มีอยู่  หากแต่พยายามขยายรากฐานของสังคมให้กว้างขึ้น  หล่อสถาบันต่างๆ เสียใหม่ในลักษณะที่สอดคล้องกับความต้องการของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด  หลักธรรมนี้มิได้ขัดกับหรือบ่อนทำลายความจงรักภักดีที่แท้จริงและสมเหตุสมผล  จุดประสงค์ของหลักธรรมนี้มิไช่จะดับเปลวไฟแห่งความรักชาติที่ฉลาดและมีสติในหัวใจของมนุษย์ทั้งหลาย  หรือล้มเลิกระบบการปกครองตนเองของแต่ละชาติ  ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งหากจะหลีกเลี่ยงความชั่วร้ายของการรวมอำนาจมากเกินไป  หลักธรรมนี้มิได้ละเลยหรือพยายามระงับความหลากหลายทางชาติพันธุ์กำเนิด  ภูมิอากาศ  ประวัติศาสตร์  ภาษาและประเพณี  ความคิดและนิสัย  ที่ทำให้ประชาชนและชาติทั้งหลายแตกต่างกัน  หลักธรรมนี้เรียกร้องให้มีความจงรักภักดีที่กว้างกว่า  มีความใฝ่ฝันที่กว้างใหญ่กว่าความใฝ่ฝันใดๆ ที่เคยจูงใจมนุษยชาติ  และยืนกรานว่าความต้องการและผลประโยชน์ระดับชาติเป็นรองต่อสิทธิ์ที่เหนือกว่าของโลกที่ประสานเข้าด้วยกัน  หลักธรรมนี้ปฏิเสธการรวมอำนาจมากเกินไปในด้านหนึ่ง  และไม่ข้องเกี่ยวกับความพยายามจะเป็นเอกรูปในอีกด้านหนึ่ง  คติพจน์ของหลักธรรมนี้คือเอกภาพในความหลากหลาย”
การจะบรรลุจุดหมายทั้งหลายดังกล่าว  จำเป็นต้องอาศัยหลายขั้นตอนในการปรับเจตคติของการเมืองระดับชาติ  ซึ่งเวลานี้จวนเจียนเข้าสู่อนาธิปไตยเพราะปราศจากกฎหมายที่นิยามไว้ชัดเจน  หรือหลักการที่ยอมรับกันอย่างเป็นสากลและบังคับใช้ได้  เพื่อกำกับควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างชาติ  องค์การสันนิบาตชาติ  องค์การสหประชาชาติ  และองค์กรมากมายและข้อตกลงที่สององค์การนี้ผลิตขึ้นมา  มีประโยชน์อย่างไม่ต้องสงสัยในการบรรเทาผลลบบางอย่างของความขัดแย้งระหว่างชาติ  แต่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่สามารถป้องกันสงคราม  ที่จริงแล้วมีสงครามหลายสิบครั้งนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง  และสงครามอีกมากมายกำลังเดือดอยู่
ลักษณะสำคัญที่เด่นที่สุดทั้งหลายของปัญหานี้ได้โผล่พ้นขึ้นมาในคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า  เมื่อพระบาฮาอุลลาห์ทรงเสนอแผนของพระองค์เป็นครั้งแรกสำหรับการสถาปนาสันติภาพของโลก  หลักการของสวัสดิภาพร่วมกันได้รับการเสนอให้พิจารณาโดยพระองค์ในคำแถลงที่ตรัสต่อผู้ปกครองทั้งหลายของโลก  ท่านโชกิ  เอฟเฟนดิให้คำอธิบายความหมายของพระองค์ไว้ว่า “วจนะที่มีน้ำหนักเหล่านี้จะหมายความเป็นอื่นใดได้  หากมิได้ชี้ไปที่การลดทอนอธิปไตยของชาติที่ไม่ถูกรั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  เป็นขั้นต้นที่ขาดมิได้สำหรับการจัดตั้งสหพันธรัฐในอนาคตของทุกชาติในโลก  รูปแบบหนึ่งของอภิรัฐแห่งโลกจำเป็นต้องพัฒนาขึ้นมา  ซึ่งเพื่อเห็นแก่อภิรัฐนี้ชาติทั้งหมดจะเต็มใจสละข้อกล่าวอ้างทุกอย่างที่จะทำสงคราม  สละสิทธิ์บางอย่างในการเก็บภาษี  และสละสิทธิ์ทุกอย่างที่จะมีอาวุธยุทธภัณฑ์ไว้เว้นแต่เพื่อจุดประสงค์ของการค้ำจุนระเบียบภายในอาณาจักรของตน  ภายในวงอิทธิพลของอภิรัฐดังกล่าว  จะต้องมีคณะบริหารนานาชาติที่สามารถบังคับใช้อำนาจสูงสุดและท้าทายไม่ได้กับทุกประเทศสมาชิกของสหพันธรัฐที่ดื้อแพ่ง  มีรัฐสภาแห่งโลกซึ่งสมาชิกของรัฐสภานี้จะได้รับการเลือกตั้งโดยประชาชนในประเทศของตน  และการเลือกตั้งนี้จะได้รับการรับรองโดยรัฐบาลของประเทศนั้นๆ  มีศาลสูงสุดซึ่งการพิพากษาของศาลนี้จะมีผลผูกมัด  แม้แต่ในกรณีที่คู่กรณีที่เกี่ยวข้องไม่ตกลงใจเสนอเรื่องให้พิจารณาด้วยความสมัครใจ
“ในประชาคมโลกดังกล่าวกำแพงเศรษฐกิจทั้งหมดจะถูกลื้อทำลายอย่างถาวร  และการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างเงินทุนและแรงงานจะเป็นที่ยอมรับอย่างแน่ชัด  เสียงโห่ร้องของความบ้าคลั่งและการต่อสู้ทางศาสนาจะเงียบสงบตลอดไป  เปลวไฟแห่งความชิงชังทางเชื้อชาติจะดับลงในที่สุด  ประมวลกฎหมายระหว่างประเทศเดียวกัน  ซึ่งเป็นผลผลิตจากการวินิจฉัยอย่างรอบคอบโดยผู้แทนจากแต่ละรัฐของสหพันธรัฐแห่งโลก  จะมีการใช้บทลงโทษด้วยการแทรกแซงที่บีบบังคับอย่างทันใดของกองกำลังร่วมของประเทศสมาชิกของสหพันธ์  และในที่สุดความเดือดดาลของความคลั่งชาติที่หุนหันพลันแล่นและพร้อมจะสู้รบ  จะถูกเปลี่ยนเป็นสำนึกอันยั่งยืนในความเป็นพลเมืองของโลก  แท้จริงแล้วดังกล่าวนี้ปรากฏเป็นเค้ารูปอย่างกว้างๆ ที่สุดของระบบที่พระบาฮาอุลลาห์คาดการณ์ไว้  เป็นระบบที่จะได้รับการพิจารณาว่าเป็นผลที่งดงามที่สุดของยุคที่กำลังบรรลุวุฒิภาวะอย่างช้า”
พระบาฮาอุลลาห์ทรงระบุถึงการดำเนินมาตรการที่กว้างไกลเหล่านี้ไว้ว่า : “เวลานั้นต้องมาถึง  คือเวลาที่ความจำเป็นรีบด่วนของการจัดการชุมนุมอย่างไพศาลและรวมหมด  จะเป็นที่ตระหนักอย่างทั่วถึง  ผู้ปกครองและกษัตริย์ทั้งหลายของโลกจำเป็นต้องเข้าร่วมการชุมนุมนี้  และโดยการปรึกษาหารือกันต้องพิจารณาหนทางและวิธีการที่จะวางรากฐานของสันติภาพอันยิ่งใหญ่ของโลกในหมู่มนุษย์”
ความกล้าหาญ  ความเด็ดเดี่ยว  แรงจูงใจที่บริสุทธิ์  ความรักที่ไม่เห็นแก่ตัวที่ชนชาติหนึ่งมีต่ออีกชนชาติหนึ่ง  ซึ่งเป็นคุณสมบัติทางจิตวิญญาณและศีลธรรมที่จำเป็นทั้งหมดสำหรับการดำเนินขั้นตอนที่สำคัญยิ่งนี้ไปสู่สันติภาพ  มีศูนย์รวมอยู่ที่เจตนารมณ์ที่จะกระทำ  และเพื่อการปลุกเจตจำนงที่จำเป็นนี้เองที่ต้องให้การพิจารณาอย่างจริงจังเกี่ยวกับสภาวะความเป็นจริงของมนุษย์  กล่าวคือ  ความคิดของมนุษย์  การเข้าใจความเกี่ยวโยงของสภาวะความเป็นจริงที่มีพลังนี้  ยังเป็นการตระหนักในความจำเป็นทางสังคม  ที่จะต้องทำให้คุณค่าที่ไม่มีเหมือนของความคิดแสดงพลังออกมาโดยการปรึกษาหารือกันด้วยความตรงไปตรงมา  เที่ยงธรรมและไมตรีจิต  และปฏิบัติตามผลที่ได้จากกระบวนการนี้  พระบาฮาอุลลาห์ทรงยืนหยัดดึงความสนใจมาที่คุณและความขาดไม่ได้ของการปรึกษาหารือ  สำหรับการจัดกิจการทั้งหลายให้เป็นระเบียบ  พระองค์ทรงกล่าวว่า : “การปรึกษาหารือทำให้เกิดความตระหนักรู้ที่ชัดแจ้งกว่าและเปลี่ยนความไม่รู้จริงเป็นความมั่นใจ  การปรึกษาหารือคือแสงสว่างอันเรืองรองที่ส่องทางและชี้นำในโลกมืด  เพราะทุกสิ่งมีและจะยังคงมีสถานะแห่งความสมบูรณ์และการพัฒนาเต็มที่  การพัฒนาเต็มที่ของพรสวรรค์แห่งความเข้าใจจะถูกแสดงให้เห็นชัดโดยการปรึกษาหารือ”  ความพยายามจะบรรลุสันติภาพโดยการกระทำที่ใช้การปรึกษาหารือตามที่พระบาฮาอุลลาห์เสนอ  สามารถปล่อยจิตวิญญาณที่เป็นประโยชน์ในหมู่ประชาชนทั้งหลายของโลก  จนไม่มีอานุภาพใดสามารถต้านทานชัยชนะที่เป็นผลสุดท้ายในที่สุด
เกี่ยวกับกระบวนวิธีสำหรับการชุมนุมแห่งโลกนี้  พระอับดุลบาฮาผู้เป็นบุตรชายของพระบาฮาอุลลาห์และเป็นผู้ที่ได้รับมอบอำนาจในการตีความคำสอนของพระองค์  ทรงเสนอความหยั่งรู้เหล่านี้ : “พวกเขาต้องทำให้ความมุ่งหมายแห่งสันติภาพเป็นจุดหมายของการปรึกษาหารือโดยรวม  และหาทางสถาปนาสหภาพของชาติทั้งหลายของโลกโดยทุกวิธีในอำนาจของตน  พวกเขาต้องทำสนธิสัญญาผูกมัดและสถาปนาปฏิญญาที่มีข้อกำหนดที่ชอบด้วยเหตุผล  ละเมิดไม่ได้และแน่ชัด  พวกเขาต้องประกาศปฏิญญานี้ทั่วโลก  และปฏิญญานี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากมวลมนุษยชาติ  ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและประเสริฐนี้  ซึ่งเป็นบ่อเกิดที่แท้จริงของสันติภาพและความผาสุกของทั่วโลก  ควรได้รับการพิจารณาโดยทุกคนที่อาศัยอยู่บนพิภพว่าเป็นภารกิจที่ศักดิ์สิทธิ์  กองกำลังทั้งหมดของมนุษยชาติต้องระดมมาเพื่อรับประกันเสถียรภาพและความถาวรของปฏิญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้  ในข้อตกลงที่ครอบคลุมหมดนี้  ขอบเขตและชายแดนของแต่ละชาติควรกำหนดไว้อย่างชัดเจน  หลักการต่างๆ ที่เป็นรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลทั้งหลายที่มีต่อกันควรวางไว้อย่างแน่ชัด  ข้อตกลงและข้อบังคับทั้งหมดระหว่างประเทศต้องเป็นที่รู้แน่  ทำนองเดียวกันขนาดของอาวุธยุทธภัณฑ์ของทุกรัฐบาลควรถูกจำกัดอย่างเข้มงวด  เพราะหากยอมให้มีการตระเตรียมสงครามและเพิ่มกำลังทหารของชาติใด  นั่นจะปลุกเร้าความระแวงสงสัยของชาติอื่น  หลักการมูลฐานที่เป็นรากฐานของข้อตกลงที่เคร่งครัดนี้  ควรกำหนดไว้อย่างที่หากรัฐบาลไหนละเมิดข้อกำหนดใดในภายหลัง  รัฐบาลทั้งหมดบนโลกควรลุกขึ้นทำให้รัฐบาลนั้นยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง  ไม่เพียงเท่านั้น  มนุษยชาติโดยรวมควรมุ่งมั่นทำลายรัฐบาลนั้นด้วยอำนาจทุกอย่างที่มีอยู่  หากนำการรักษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้มาใช้กับร่างกายของโลกที่เจ็บป่วย  นอนใจได้ว่าโลกจะฟื้นจากความยุ่งยากและคงอยู่อย่างปลอดภัยและมั่นคงไปชั่วกาลนาน”

การจัดประชุมที่ยิ่งใหญ่นี้เลยเวลามานานแล้ว

ด้วยแรงใจทั้งหมดเราขอร้องบรรดาผู้นำของทุกชาติให้ใช้โอกาสที่เหมาะกับเวลานี้  และดำเนินขั้นตอนทั้งหลายที่ไม่มีย้อนกลับเพื่อเรียกการประชุมแห่งโลกนี้  พลังทั้งหมดของประวัติศาสตร์ผลักดันเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปสู่การกระทำนี้  ซึ่งจะเป็นรอยหมายไปตลอดกาลของรุ่งอรุณแห่งวุฒิภาวะของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่รอคอยกันมานาน
องค์การสหประชาชาติพร้อมกับการสนับสนุนเต็มที่จากประเทศสมาชิก  จะไม่ลุกขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์อันสูงส่งของการชุมนุมสุดยอดสุดนี้หรือ?
ขอให้บุรุษและสตรี  เยาวชนและเด็กทุกแห่งหน  มองเห็นคุณค่านิรันดร์ของการกระทำที่เลี่ยงไม่ได้นี้สำหรับชนชาติทั้งหมด  และขานรับด้วยความเต็มใจ  ที่จริงแล้วขอให้เป็นคนรุ่นนี้ที่เปิดฉากขั้นตอนที่รุ่งโรจน์นี้ในวิวัฒนาการของชีวิตทางสังคมบนโลก

ตอนที่ 4 

ที่มาของการมองโลกในแง่ดีที่เรารู้สึกคือ  วิสัยทัศน์ที่เหนือกว่าการยุติสงครามและการก่อตั้งหน่วยงานต่างๆ สำหรับความร่วมมือกันระหว่างชาติ  สันติภาพถาวรในหมู่ชาติทั้งหลายเป็นขั้นตอนหนึ่งที่จำเป็น  แต่พระบาฮาอุลลาห์ทรงยืนยันว่า  ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของพัฒนาการทางสังคมของมนุษยชาติ  เหนือกว่าการสงบศึกเริ่มแรกชั่วคราวเพราะโลกถูกกดดันด้วยความกลัวการทำลายล้างชีวิตของอาวุธนิวเคลียร์  เหนือกว่าสันติภาพทางการเมืองซึ่งชาติคู่แข่งที่ระแวงกันทั้งหลายไม่สู้จะเต็มใจทำสัญญา  เหนือกว่าการจัดแจงทางปฏิบัติสำหรับสวัสดิภาพและการอยู่ร่วมกัน  เหนือกว่าแม้แต่การทดลองมากมายในการร่วมมือกันซึ่งขั้นตอนเหล่านี้จะทำให้เป็นไปได้  คือเป้าหมายยอดสุด : การประสานสามัคคีชนชาติทั้งหมดของโลกในครอบครัวสากลเดียวกัน
ความแตกสามัคคีคือภัยที่ชาติและประชาชนทั้งหลายของโลกไม่สามารถทนได้อีกต่อไป  ผลที่ตามมานั้นน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะเพ่งพินิจ  และเห็นได้ชัดจนไม่จำเป็นต้องมีการสาธิตใดๆ  พระบาฮาอุลลาห์ทรงลิขิตไว้กว่าหนึ่งศตวรรษว่า “ความผาสุกของมนุษยชาติ  สันติภาพและสวัสดิภาพ  ไม่สามารถบรรลุได้นอกจากและจนกว่าความสามัคคีของมนุษยชาติจะได้รับการสถาปนาอย่างมั่นคง”  ในการสังเกตเห็นว่า “มนุษยชาติกำลังโอดครวญ  กำลังกระหายให้พาไปสู่ความสามัคคี  และยุติความทุกข์ทรมานของตนที่ยืนยาวมาเป็นยุค”  ท่านโชกิ  เอฟเฟนดิให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่า : “การประสานสามัคคีมนุษยชาติทั้งหมดคือเครื่องหมายของระยะที่สังคมมนุษย์กำลังใกล้เข้าไปเวลานี้  ความสามัคคีของครอบครัว  ชนเผ่า  นครรัฐ  และชาติ  ได้พยายามกันมาจนสำเร็จและสถาปนาอย่างบริบูรณ์แล้ว  ความสามัคคีของโลกคือเป้าหมายที่มนุษยชาติที่ถูกรังควานกำลังพยายามมุ่งไปสู่  การสร้างชาติได้สิ้นสุดลงแล้ว  อนาธิปไตยที่อยู่ในอธิปไตยของรัฐกำลังเคลื่อนไปสู่ขีดสุด  โลกที่กำลังเติบโตเข้าสู่วุฒิภาวะ  ต้องละทิ้งความคลั่งไคล้นี้  ต้องยอมรับความเป็นหนึ่งเดียวกันและทั้งหมดเดียวกันของความสัมพันธ์ทั้งหลายของมนุษย์  และสถาปนากลไกที่สามารถทำให้หลักธรรมมูลฐานของชีวิตของตนเป็นจริงได้ดีที่สุดในครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย”
พลังการเปลี่ยนแปลงร่วมสมัยทั้งหมดทำให้ทัศนะนี้มีน้ำหนัก  ข้อพิสูจน์ทั้งหลายสามารถสังเกตเห็นได้ในตัวอย่างมากมายที่ยกมากล่าวไว้ในเค้าลางที่เป็นนิมิตดีที่มุ่งสู่สันติภาพของโลก  ในการเคลื่อนไหวและพัฒนาการต่างๆ ระหว่างชาติในปัจจุบัน  กองทัพของบุรุษและสตรีซึ่งที่จริงนั้นดึงมาจากทุกวัฒนธรรม  ทุกเชื้อชาติและทุกชาติบนโลก  ผู้ซึ่งรับใช้หน่วยงานมากมายหลากหลายขององค์การสหประชาชาติ  เท่ากับเป็น “ราชการพลเรือน” ของโลก  ซึ่งความสำเร็จที่น่าประทับใจทั้งหลายของพวกเขา  บ่งชี้ระดับขั้นของความร่วมมือกันที่บรรลุได้แม้ภายใต้สภาพที่น่าท้อใจทั้งหลาย  แรงผลักดันไปสู่ความสามัคคีซึ่งเป็นเสมือนฤดูใบไม้ผลิของจิตวิญญาณ  ดิ้นรนแสดงตัวออกมาทางการประชุมสมาชิกนานาชาติจำนวนนับไม่ถ้วน  ซึ่งนำประชาชนจากสาขามากมายมหาศาลมารวมกัน  สิ่งนี้จูงใจให้มีการขอร้องโครงการนานาชาติทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน  และแท้จริงแล้วเป็นบ่อเกิดอย่างแท้จริงของการเคลื่อนไหวที่สะดุดตาไปสู่การส่งเสริมความสามัคคีของศาสนา  ซึ่งสมาชิกของศาสนาและนิกายต่างๆ ที่เป็นปรปักษ์กันมาในประวัติศาสตร์  ดูเหมือนจะถูกดึงเข้ามาหากันอย่างต้านทานไม่ได้  ด้วยกันกับแนวโน้มที่ต้านการทำสงครามและการขยายอิทธิพล  ที่แรงผลักดันไปสู่ความสามัคคีนี้ดิ้นรนต่อต้านอย่างไม่หยุดหย่อน  แรงขับไปสู่ความสามัคคีของโลกคือหนึ่งในลักษณะเด่นที่แผ่ซ่านของชีวิตบนโลกในระหว่างปีท้ายๆ ของคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ
ประสบการณ์ของประชาคมบาไฮอาจได้รับการพิจารณาว่า  เป็นตัวอย่างหนึ่งของความสามัคคีที่ขยายใหญ่ขึ้น  ประชาคมบาไฮประกอบด้วยประชาชนราวสามถึงสี่ล้านคนที่มาจากหลายชาติ  วัฒนธรรม  ชนชั้นและความเชื่อทางศาสนา  ซึ่งมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ มากมายที่สนองความต้องการทางจิตวิญญาณ  สังคมและเศรษฐกิจของประชาชนในหลายดินแดน  ประชาคมบาไฮเป็นระบบสังคมหนึ่งเดียวที่เป็นตัวแทนของความหลากหลายของครอบครัวมนุษย์  ซึ่งดำเนินกิจการต่างๆ ของตนโดยระบบของหลักการปรึกษาหารือที่ยอมรับร่วมกัน  และเห็นคุณค่าการนำทางที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดจากสวรรค์อย่างเท่าเทียมกัน  ที่หลั่งมาในประวัติศาสตร์ของมนุษย์  การดำรงอยู่ของประชาคมบาไฮคืออีกข้อพิสูจน์หนึ่งที่ให้ความมั่นใจว่า  วิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งศาสนาบาไฮเกี่ยวกับโลกที่ประสานสามัคคีกัน  เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้  และเป็นอีกหลักฐานหนึ่งว่า  มนุษยชาติสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเสมือนเป็นสังคมโลกเดียวกัน  ซึ่งพอสำหรับสิ่งท้าทายใดๆ ที่จะมากับการบรรลุวุฒิภาวะของตน  หากประสบการณ์ของบาไฮสามารถเพิ่มความหวังในความสามัคคีของมนุษยชาติไม่ว่าในระดับใดๆ  เรายินดีเสนอประสบการณ์นี้เป็นแบบอย่างสำหรับศึกษา
ในการเพ่งพินิจความสำคัญสูงสุดของงานที่กำลังท้าทายทั่วทั้งโลกเวลานี้  เราขอน้อมศีรษะด้วยความถ่อมตัวต่อราชศักดาที่น่าเกรงขามของพระผู้สร้าง  ผู้ซึ่งด้วยความรักอันไม่รู้สิ้นของพระองค์  พระองค์ได้สร้างมวลมนุษยชาติขึ้นมาจากเชื้อสายเดียวกัน  ทรงยกระดับสภาวะความเป็นจริงของมนุษย์ที่เป็นเสมือนมณี  ทรงประทานสติปัญญาและอัจฉริยภาพ  ความประเสริฐและความเป็นอมตะให้เป็นเกียรติแก่มนุษย์  และทรงประสาทมนุษย์ด้วย “ความเป็นเอกและความสามารถที่ไม่มีเหมือนที่จะรู้จักและรักพระองค์”  ซึ่งเป็นความสามารถที่ “จำเป็นต้องถือว่าเป็นพลังผลักดันที่ก่อกำเนิดและปฐมเจตนาที่เป็นรากฐานของสรรพโลก”
เรามีความเชื่อมั่นว่า  มนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นมา “เพื่อขับเคลื่อนอารยธรรมที่เจริญก้าวหน้าอยู่ตลอด”  เชื่อมั่นว่า “การกระทำเยี่ยงสัตว์ป่าในทุ่งไม่คู่ควรกับมนุษย์”  เชื่อมั่นว่าคุณความดีที่คู่ควรกับเกียรติของมนุษย์คือ  ความไว้วางใจได้  ความอดกลั้น  ความปรานี  ความเห็นอกเห็นใจและความเมตตารักใคร่ต่อชนชาติทั้งหมด  เรายืนยันความเชื่ออีกครั้งว่า “ศักยภาพทั้งหลายที่แฝงอยู่ในสถานะของมนุษย์  ชะตาลิขิตทั้งหมดของมนุษย์บนพิภพ  ความเป็นเลิศแต่กำเนิดของสภาวะความเป็นจริงของมนุษย์  ต้องถูกแสดงให้ปรากฏทั้งหมดในยุคแห่งพันธสัญญานี้ของพระผู้เป็นเจ้า”  เหล่านี้คือเหตุผลสำหรับความศรัทธาที่ไม่สั่นคลอนของเราว่า  ความสามัคคีและสันติภาพเป็นเป้าหมายที่บรรลุได้  ซึ่งมนุษยชาติกำลังพยายามมุ่งสู่
ขณะเขียนสารนี้  เสียงร้องแห่งความคาดหวังของบาไฮศาสนิกชนทั้งหลายสามารถเป็นที่ได้ยิน  ทั้งๆ ที่พวกเขายังคงทนการถูกประหัตประหารอยู่ในดินแดนกำเนิดศาสนาของตน  โดยตัวอย่างของความหวังที่แน่วแน่ของพวกเขา  พวกเขาเป็นพยานต่อความเชื่อที่ว่า  การจวนจะบังเกิดขึ้นจริงของความฝันที่มีมายาวนานเป็นยุคเกี่ยวกับสันติภาพ  บัดนี้ได้รับการประสาทด้วยพลังของอำนาจสวรรค์  โดยอิทธิพลที่ก่อให้เกิดเปลี่ยนแปลงของการเปิดเผยพระธรรมของพระบาฮาอุลลาห์  ดังนี้เราไม่ได้สื่อวิสัยทัศน์มายังท่านด้วยเพียงถ้อยคำ  เรารวบรวมพลังของการกระทำด้วยความศรัทธาและความเสียสละ  เราสื่อคำขอร้องที่ร้อนใจของเพื่อนร่วมศาสนาของเราทุกแห่งหนเพื่อสันติภาพและความสามัคคี  เราร่วมกับทุกคนที่เป็นเหยื่อของความก้าวร้าว  ทุกคนที่ปรารถนาการสิ้นสุดความขัดแย้งและการพิพาท  ทุกคนที่อุทิศตนต่อหลักการของสันติภาพและระบบโลก  ที่ส่งเสริมจุดประสงค์อันประเสริฐที่มนุษยชาติถูกสร้างขึ้นมาโดยพระผู้สร้างที่รักใคร่
ในความปรารถนาอย่างจริงจังที่จะสื่อความหวังอันแรงกล้าและความมั่นใจที่ลึกซึ้งของเรามายังท่าน  เราขออ้างถึงคำสัญญาของพระบาฮาอุลลาห์ที่เน้นไว้ว่า : “การต่อสู้ที่ไร้ประโยชน์และสงครามที่ทำลายล้างเหล่านี้จะผ่านพ้นไป  และสันติภาพอันยิ่งใหญ่ที่สุดจะบังเกิดขึ้น”

สภายุติธรรมสากล

 

ข้อเขียนของสภายุติธรรมสากล

สำรวจหัวข้อ

Verified by MonsterInsights