ความปวดร้าวและความโศกสลด
ข้อความบางส่วนจากการสนทนาที่ปารีส โดยท่านอับดุล-บาฮา (วันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1911)
ท่านอับดุล-บาฮาได้กล่าวถึงอารมณ์หลักสองประการในชีวิตของเรา นั่นคือ ความสุขและความเจ็บปวด ท่านกล่าวว่า:
ในโลกนี้ เราถูกขับเคลื่อนด้วยพลังสองชนิดคือ ความยินดีและความปวดร้าวใจ ความยินดีทำให้เรามีชีวิตชีวา ประหนึ่งมีปีกบิน เมื่อเรามีความสุข กำลังวังชาของเราก็จะเปี่ยมล้น สติปัญญาของเราจะเฉียบแหลม และความเข้าใจของเราจะปลอดโปร่ง เราดูเหมือนจะสามารถจัดการกับโลกนี้และค้นพบศักยภาพของเราได้ แต่เมื่อใดที่ความเศร้าโศกเข้ามาเยือน เราก็จะกลับกลายเป็นอ่อนแอ เรี่ยวแรงหมดสิ้น ความรอบรู้ของเรามืดมัว และปัญญาของเราถูกบดบัง ความสำคัญของชีวิตดูเหมือนจะเลือนหายไปจากกำมือ ดวงตาแห่งจิตวิญญาณไม่สามารถใช้การได้ในการค้นพบความลี้ลับอันศักดิ์สิทธิ์ และเราก็กลายเป็นสภาพที่ตายแล้ว
ไม่มีมนุษย์คนใดที่จะไม่ถูกสัมผัสจากพลังทั้งสองนี้ แต่ความโศกเศร้าและความหดหู่ทั้งหมดที่มีอยู่นั้น มาจากโลกแห่งวัตถุ ส่วนโลกแห่งจิตวิญญาณ มอบให้แต่เพียงความชื่นชมยินดีเท่านั้น
ถ้าเราระทมทุกข์ มันก็เกิดจากสิ่งที่เป็นเรื่องของวัตถุ การทดลองและความลำบากทุกอย่างมาจากโลกแห่งสิ่งลวงตา ตัวอย่างเช่น พ่อค้าอาจจะสูญเสียการค้าจนเกิดความขัดสน คนทำงานอาจจะถูกเลิกจ้างจนความอดอยากยากแค้นมาเผชิญหน้า ชาวนาก็เก็บเกี่ยวพืชผลไม่ได้ดีจนเกิดความกระวนกระวายใจ คนที่สร้างบ้านแล้วถูกไฟไหม้ก็ไร้ที่อยู่ ถูกทำลาย และสิ้นหวัง
ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้ท่านเห็นว่า การทดลองที่คอยรุมเร้า ความเศร้าสลดทุกอย่าง ความปวดร้าว ความอับอาย และความหดหู่ใจ ล้วนแต่เกิดขึ้นจากโลกแห่งวัตถุ ในขณะที่อาณาจักรแห่งวิญญาณไม่เคยเป็นเหตุแห่งความโศกเศร้าเลย ผู้ใดที่มีความคิดอยู่ในอาณาจักรนี้ย่อมรู้จักความชื่นชมยินดีเป็นนิตย์ แม้ว่าความเจ็บป่วยอันเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์จะไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่มันจะกระทบได้เพียงผิวเผินของชีวิตเท่านั้น ส่วนความลึกล้ำภายในยังคงเป็นความสงบเงียบและสงัด
ทุกวันนี้ มนุษย์ถูกทำให้ก้มหน้ายอมจำนนต่อความลำบาก ความเศร้าโศก และความหดหู่ ไม่มีใครจะหนีพ้น โลกทั้งโลกจะเปียกโชกไปด้วยน้ำตา แต่ขอขอบพระคุณพระผู้เป็นเจ้า เครื่องแก้ไขอยู่ที่ประตูของเราแล้ว ให้เราหันหัวใจของเราออกจากโลกแห่งวัตถุ และเข้าไปพำนักอยู่ในโลกแห่งจิตวิญญาณที่ดีกว่า เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่จะมอบอิสรภาพให้แก่เรา ถ้าเราถูกรายล้อมด้วยความยากลำบาก เรามีทางเดียวคือ เรียกหาพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น และโดยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ เราจะได้รับความช่วยเหลือ
ถ้าความเศร้าโศกและความทุกข์ยากลำบากมาหาเรา ให้เราหันหน้าไปหาพระผู้เป็นเจ้า หันเข้าหาอาณาจักรนั้น และหันเข้าหาการปลอบประโลมใจแห่งสวรรค์ แล้วสิ่งเหล่านี้ก็จะหลั่งลงมาให้แก่เรา ถ้าเราเจ็บป่วยและเป็นทุกข์ ก็ให้เราอธิษฐานวิงวอนขอการรักษาจากพระผู้เป็นเจ้า และพระองค์จะทรงตอบคำอธิษฐาน
ถ้าความคิดของเราเต็มไปด้วยความขมขื่นแห่งโลก ให้เราหันไปมองความหวานชื่นแห่งพระเมตตาสงสารของพระผู้เป็นเจ้า แล้วพระองค์จะทรงประทานความสงบนิ่งให้แก่เรา ถ้าเราไม่ถูกจำจองในวัตถุ จิตวิญญาณของเราก็จะลอยขึ้นสู่สวรรค์ และเราก็เป็นอิสระ
เมื่อวันเวลาแห่งความตายใกล้เข้ามา ให้เรานึกถึงโลกชั่วนิรันดร และเราก็จะเปี่ยมด้วยความปีติยินดี ท่านมองไปรอบ ๆ ตัวท่านแล้ว ท่านจะเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ได้พิสูจน์ว่าวัตถุทั้งหลายไม่เพียงพอ และจะพิสูจน์ว่าความปีติยินดี ความสบาย ความสงบสุข และการปลอบใจ จะไม่สามารถพบได้ในสิ่งที่ล่วงเลยไปในโลกนี้ มันไม่ใช่ความโง่เขลาหรอกหรือที่จะปฏิเสธการแสวงหาสมบัติเหล่านี้ ในที่ที่เราอาจจะพบได้? ประตูของอาณาจักรแห่งจิตวิญญาณได้เปิดสำหรับทุกคนแล้ว และข้างนอกนั้นมืดมน
ขอขอบพระคุณพระผู้เป็นเจ้าที่ท่านทั้งหลายในที่ประชุมนี้มีความตระหนักดี เพราะในความเศร้าโศกทั้งหมดในชีวิตของท่าน ท่านสามารถได้รับการปลอบประโลมใจที่ล้ำเลิศ ถ้าวันเวลาของท่านในโลกนี้จำกัด ท่านก็รู้ว่าชีวิตอันชั่วนิรันดรกำลังรอท่านอยู่ ถ้าความวิตกกังวลแห่งวัตถุครอบคลุมท่านอยู่เสมือนเมฆหมอกแห่งความมืด แสงสว่างแห่งพระธรรมก็จะส่องทางให้แก่ท่าน โอ้ บุคคลทั้งหลายที่ได้รับการส่องสว่างจากพระวิญญาณอันสูงสุด ก็ได้รับการปลอบประโลมใจที่ล้ำเลิศแล้ว
ข้าพเจ้าเองถูกจำคุกถึง 40 ปี แต่ละปีช่างยากจะทนทาน ไม่มีผู้ใดที่รอดพ้นจากการถูกจำคุกเกินกว่าปีเดียวได้ แต่ขอขอบพระคุณพระผู้เป็นเจ้า ตลอดเวลาสี่สิบปีนั้นข้าพเจ้าเป็นสุขยิ่งที่สุด ทุกวันเมื่อตื่นขึ้น ดูราวกับว่าได้รับข่าวดี และทุกคืน ความปีติยินดีอันไม่สิ้นสุดก็เป็นของข้าพเจ้า การอยู่ในธรรมทำให้ข้าพเจ้ามีความสบาย และการหันหน้าไปหาพระผู้เป็นเจ้าเป็นความชื่นชมยินดีอันใหญ่หลวงของข้าพเจ้า ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านคิดว่าจะเป็นไปได้หรือที่ข้าพเจ้าจะอยู่รอดมาได้ถึงสี่สิบปี?
เพราะว่าการอยู่ในธรรม คือของประทานอันล้ำค่าจากพระผู้เป็นเจ้า และชั่วชีวิตชั่วนิรันดร หมายถึงการหันหน้ามองพระผู้เป็นเจ้า ขอให้ทุกท่านทุกคนจงมีความเพิ่มพูนขึ้นทุกวันในทางจิตวิญญาณ ขอให้ท่านมีกำลังวังชาในความดีงามทุกอย่าง ขอให้ท่านได้รับการช่วยเหลือมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยการปลอบประโลมจากสวรรค์ ขอให้ท่านเป็นอิสระโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า และขอให้อานุภาพแห่งอาณาจักรของสวรรค์จงสถิตและกระทำการท่ามกลางท่านทั้งหลายเถิด นี่เป็นความปรารถนาอันแรงกล้าที่แท้จริงของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าอธิษฐานวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าเพื่อพระองค์จะทรงประทานเกียรติยศนี้ให้แก่ท่าน
คำแนะนำทางจิตวิญญาณนี้มีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะผู้คนมากมาย ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ต่างกำลังประสบกับความโศกเศร้า ความทุกข์ และความเจ็บปวดทางอารมณ์ และหาทางหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ในแต่ละวันไม่ได้เลย
ผลกระทบของความยากลำบาก ความโศกเศร้า และความทุกข์ระทมที่แผ่ขยายเป็นวงกว้าง มีต่อคนไทยและประเทศไทยอย่างไรบ้าง?
ความยากลำบาก ความเศร้าโศก และความทุกข์ระทมที่แผ่ขยายเป็นวงกว้าง ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือวิกฤตการณ์ต่าง ๆ เช่น การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ล้วนส่งผลกระทบด้านลบที่ลึกซึ้งและเชื่อมโยงถึงกันต่อทั้งตัวบุคคลและเสถียรภาพทางสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย
ผลกระทบหลักคือ วิกฤตสุขภาพจิตที่กำลังเติบโต ซึ่งนำไปสู่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่จับต้องได้ในที่สุด
ผลกระทบต่อบุคคลและสุขภาพจิต
ความทุกข์ยากที่แพร่หลายมีส่วนสำคัญในการก่อให้เกิดวิกฤตสุขภาพจิตในระดับประเทศ ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว สื่อสังคมออนไลน์ และแรงกดดันทางการเงิน
ปัญหาด้านสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น: ชาวไทยจำนวนมากประสบกับปัญหาด้านสุขภาพจิตหรือความผิดปกติทางจิตเวช ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ โรควิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และความเครียด (โดยมีชาวไทยเกือบ 10% เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าเมื่อเร็ว ๆ นี้)
อัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้น: อัตราการฆ่าตัวตายในประเทศได้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ น่าตกใจว่าเพิ่มขึ้น ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และเกินเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด เยาวชน (อายุ 15–29 ปี) เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ โดยเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากแรงกดดันด้านการเรียน ความเครียดจากสื่อสังคมออนไลน์ (FOMO) และความคาดหวังของสังคม
ความโดดเดี่ยวทางสังคมและความเหงา: โครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับประชากรสูงวัย) การย้ายถิ่นฐานภายในเพื่อทำงาน เวลาอยู่หน้าจอที่เพิ่มขึ้น และผลกระทบที่หลงเหลืออยู่จากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 นำไปสู่ ความเหงาและความโดดเดี่ยวทางสังคม อย่างมีนัยสำคัญ นี่ถือเป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ร้ายแรง เทียบได้กับการขาดการออกกำลังกาย และเชื่อมโยงกับอัตราการเกิดโรควิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และปัญหาสุขภาพกายที่สูงขึ้น
ตราบาปทางวัฒนธรรม: ตราบาปทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งในสังคมไทยมองว่าปัญหาสุขภาพจิตเป็น ‘ปัญหาเล็กน้อยส่วนตัว’ หรือสัญญาณของความอ่อนแอทางจิตใจ ซึ่งมักเชื่อมโยงกับความล้มเหลวส่วนตัวหรือแนวคิดเรื่องกรรม ตราบาปนี้ทำให้เกิด ความละอาย การโทษตัวเอง และความไม่เต็มใจที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ชายที่ยึดมั่นในค่านิยม ‘การพึ่งพาตนเองอย่างลูกผู้ชาย’
กลุ่มเปราะบางเฉพาะ:
เยาวชน (18–24 ปี): กลุ่มนี้แสดงให้เห็นสัดส่วนความผิดปกติทางจิตเวชและปัญหาสุขภาพจิตสูงที่สุด เนื่องจากแรงกดดันและโลกดิจิทัล
ผู้สูงอายุ: ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ ‘สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์’ ผู้สูงอายุที่โดดเดี่ยวจำนวนมากขึ้นก็มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ ความวิตกกังวล และการฉ้อโกงทางออนไลน์
ผู้ที่กำลังโศกเศร้า: ความเชื่อแบบดั้งเดิมของไทย เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับกรรม สามารถนำไปสู่ การโทษตัวเองและการถูกตีตรา สำหรับบุคคลที่ประสบกับการสูญเสียบางประเภท เช่น การเสียชีวิตของทารกแรกเกิด ซึ่งทำให้กระบวนการโศกเศร้าตามธรรมชาติซับซ้อนขึ้น
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อประเทศไทย
สุขภาพจิตที่ไม่ดีของประชากรส่งผลโดยตรงต่อปัญหาในวงกว้างสำหรับการพัฒนาและความมั่นคงของประเทศ
ต้นทุนทางเศรษฐกิจ
ผลกระทบต่อ GDP และผลผลิต: ปัญหาสุขภาพจิตนำไปสู่ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ อย่างมากในระดับประเทศ ความสูญเสียเหล่านี้เกิดจาก การลดลงของการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน ผลผลิตในการทำงานที่ลดลง และ การขาดงาน ในที่ทำงาน ซึ่งส่งผลเสียต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
ภาระด้านการดูแลสุขภาพ: การเพิ่มขึ้นของความผิดปกติทางจิตและจิตเวชส่งผลให้ ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพ สูงขึ้นสำหรับรัฐบาลและครอบครัว (เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าธรรมเนียมผู้เชี่ยวชาญ ค่ารักษาในโรงพยาบาล)
ความไม่มั่นคงในงานและความยากจน: วิกฤตการณ์และความยากลำบากที่แพร่หลายมักนำไปสู่ การสูญเสียงาน อย่างกว้างขวาง (การว่างงานหรือการมีงานทำที่ไม่เต็มศักยภาพ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม) ซึ่งทำให้รายได้ของครอบครัวลดลง รายได้ที่ไม่เพียงพอ เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดสุขภาพจิตที่ไม่ดี ซึ่งสร้างวัฏจักรเชิงลบ
ความท้าทายทางสังคมและนโยบาย
ความรุนแรงและภาระทางสังคมที่เพิ่มขึ้น: ปัญหาสุขภาพจิตและการใช้สารเสพติดเชื่อมโยงกับปัญหาในระดับชุมชน เช่น ความขัดแย้งที่รุนแรง และอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์สิน ซึ่งสร้างความตึงเครียดให้กับบริการทางสังคมมากขึ้น
ความตึงเครียดต่อระบบสวัสดิการ: ประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประเทศไทยทำให้มีอัตราส่วนการพึ่งพาผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งสร้าง ความตึงเครียดอย่างมากต่อ งบประมาณของชาติและครอบครัว สำหรับการดูแลสุขภาพและสวัสดิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนมากขาดเงินบำนาญหรือกำลังประสบปัญหาความโดดเดี่ยว
ความตึงเครียดระหว่างวัย: ประชากรวัยทำงานที่ลดลงเผชิญกับ ภาระที่เพิ่มขึ้นในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความตึงเครียดเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากร และลดคุณภาพชีวิตของพวกเขา
ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการดูแล: บริการสุขภาพจิตจากผู้เชี่ยวชาญมักจะ เข้าถึงได้ยาก สำหรับผู้มีรายได้น้อยและผู้อยู่อาศัยในชนบท เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพฯ ทำให้ประชากรกลุ่มเปราะบางขาดการสนับสนุนที่ทันท่วงที
การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เร่งตัวขึ้น (ผลลัพธ์เชิงบวก): วิกฤตการณ์ภายนอก เช่น วิกฤตการณ์ทางการเงินในอดีตและการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ได้ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้ เพิ่มความตระหนักรู้ เกี่ยวกับนโยบายทางสังคมและแรงงาน ซึ่งเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางสังคมบางอย่างที่มุ่งสร้างสังคมที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
อนาคตที่น่าจะเป็นสำหรับมนุษยชาติคืออะไร หากมนุษย์ยังคงปฏิเสธสาระสำคัญของศาสนาบาไฮ?
พระนิพนธ์ของศาสนาบาไฮวาดภาพที่ชัดเจนของอนาคต หากมนุษยชาติยังคงปฏิเสธสาระสำคัญของศาสนาบาไฮ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักการความเป็นเอกภาพของมนุษยชาติ
อนาคตที่น่าจะเป็นถูกมองว่าเป็นการดำเนินต่อไปของ กระบวนการคู่ขนานของการแตกสลายและการรวมตัวกัน
กระบวนการของการแตกสลาย (The Process of Disintegration)
หากมนุษยชาติล้มเหลวในการยอมรับกรอบการทำงานทางจิตวิญญาณและการบริหารที่จำเป็นสำหรับความเป็นเอกภาพระดับโลก โลกจะประสบกับการพังทลายของระเบียบเก่าที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ กระบวนการนี้มีลักษณะดังนี้:
วิกฤตและความทุกข์ทรมานที่ทวีความรุนแรง: การดำเนินต่อไปและมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้นของวิกฤตการณ์โลกในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความอยุติธรรมทางสังคม และความล่มสลายของสิ่งแวดล้อม คำสอนของศาสนาบาไฮเน้นย้ำว่า การล้มเหลวในการสถาปนาความเป็นเอกภาพเป็นรากเหง้าของปัญหาเหล่านี้
ความไร้ระเบียบของโลกที่แย่ลง: พระนิพนธ์ของชาวบาไฮกล่าวถึงช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายและความโกลาหลทั่วโลก บางครั้งถูกอธิบายว่าเป็น “บททดสอบที่เขย่าโลก” หรือ “วันแห่งพายุ” สิ่งนี้ถูกมองว่าเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการยึดติดกับอคติที่ล้าสมัยทางด้านชาตินิยม เชื้อชาติ และศาสนา
การพังทลายของโครงสร้างที่มีอยู่: สถาบันแบบดั้งเดิม ซึ่งมักตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแข่งขัน อำนาจอธิปไตยของชาติ และการแบ่งแยก จะพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่สามารถแก้ปัญหาระดับโลกได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ความล้มเหลวของสถาบันเหล่านี้จะนำไปสู่ช่วงเวลาแห่งความไม่มั่นคงทางการเมืองและสังคม
การรวมตัวกันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (The Inevitable Integration)
แม้จะมีคำทำนายที่มืดมนเกี่ยวกับ กระบวนการ ของการเปลี่ยนแปลง แต่ศาสนาบาไฮยังคงรักษาทัศนคติในแง่ดีเกี่ยวกับ ผลลัพธ์ ในท้ายที่สุด
สันติภาพโลกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้: พระนิพนธ์ของชาวบาไฮระบุว่า การสถาปนาสันติภาพโลกไม่เพียงแต่เป็นไปได้เท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่จำเป็นและเป็นขั้นต่อไปของวิวัฒนาการของมนุษย์ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ร่วมกัน กระบวนการนี้ขับเคลื่อนโดยทั้งพลังทางจิตวิญญาณที่สร้างสรรค์ที่ถูกปลดปล่อยโดยพระธรรมเปิดเผยของพระบาฮาอุลลาห์ และแรงกดดันเชิงทำลายล้างที่บีบบังคับให้มนุษยชาติต้องรวมกัน
“สันติภาพโลกจึงไม่เพียงแต่เป็นไปได้เท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกด้วย” — พระบาฮาอุลลาห์
เอกภาพที่มาพร้อมกับความทุกข์ทรมาน: หากมนุษยชาติปฏิเสธสาระสำคัญของศาสนา—ซึ่งเสนอเส้นทางแห่งความสมัครใจไปสู่เอกภาพผ่านการยอมรับทางจิตวิญญาณและการนำไปใช้ในเชิงสถาบัน—เอกภาพก็จะยังคงเกิดขึ้น แต่ผ่านเส้นทางที่ยากลำบากและเจ็บปวดกว่ามาก ซึ่งเกิดจากความทุกข์ทรมานที่เพิ่มขึ้นและความจำเป็น ความโกลาหลของการแตกสลายจะบังคับให้ประชาชาติต่าง ๆ ตระหนักถึงความเชื่อมโยงถึงกันและสถาปนากลไกระดับโลกที่จำเป็นสำหรับสันติภาพ
รากฐานของอารยธรรมใหม่: ความวุ่นวายจะค่อย ๆ สงบลงในที่สุด และภูมิปัญญาร่วมกันที่ได้รับจากความยากลำบากจะนำไปสู่การสถาปนา มหาสันติภาพยิ่งใหญ่ที่สุด และอารยธรรมโลกที่เป็นเอกภาพใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นบนหลักการที่พระบาฮาอุลลาห์ทรงเปิดเผย