มหันตภัยและวิกฤตการณ์
หมายเหตุ: บทแปลคำคมเหล่านี้ไม่ใช่การแปลอย่างเป็นทางการ คลิกที่นี่ สำหรับคำคมต้นฉบับภาษาอังกฤษ
1. โลกกำลังอยู่ในความทุกข์ยาก (The World is in Travail)
“โลกกำลังอยู่ในความทุกข์ยาก และความปั่นป่วนวุ่นวายก็ทวีขึ้นทุกวัน โลกกำลังหันหน้าไปสู่ความดื้อรั้นและการขาดความเชื่อถือ สภาพการณ์ของโลกในขณะนี้เป็นที่น่าสลดใจจนไม่บังควรที่จะเปิดเผยในตอนนี้ ความวิปริตจะยังคงดำเนินต่อไปอีกนาน และเมื่อชั่วโมงที่กำหนดไว้มาถึง สิ่งซึ่งจะทำให้มนุษยชาติต้องสั่นสะท้านจะปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน เมื่อนั้น และเมื่อนั้นเท่านั้น มาตรฐานอันศักดิ์สิทธิ์จะถูกคลี่ออก และนกไนติงเกลแห่งสรวงสวรรค์จะขับขานบทเพลงอันไพเราะ”
(บาฮาอุลลาห์: ประมวลพระธรรมบางบทของพระบาฮาอุลลาห์, หน้า 118)
2. พลังอันมหาศาลกำลังดำเนินไปเพื่อนำศตวรรษที่สำคัญนี้ไปสู่จุดสูงสุด (Powerful Forces…)
“…ทั้งภายในและภายนอกในศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า พลังอันมหาศาลกำลังดำเนินไปเพื่อนำแนวโน้มคู่ขนานของศตวรรษที่สำคัญนี้ไปสู่จุดสูงสุด ท่ามกลางประจักษ์พยานมากมายที่เผยให้เห็นกระบวนการนี้ ในด้านหนึ่งสามารถกล่าวถึงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของการไร้ขอกฎหมาย ลัทธิก่อการร้าย ความสับสนทางเศรษฐกิจ ความเสื่อมทรามทางศีลธรรม และอันตรายที่เพิ่มขึ้นจากการแพร่ขยายของอาวุธทำลายล้าง และในอีกด้านหนึ่ง คือการแผ่ขยายและการรวมตัวกันทั่วโลกที่ขับเคลื่อนโดยพลังแห่งสวรรค์ รวมถึงการปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วในจุดสนใจของกิจการโลกของตัวศาสนาเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ยอดเยี่ยมด้วยการเบ่งบานอย่างน่าอัศจรรย์ของภูเขาคาร์เมล ภูเขาของพระผู้เป็นเจ้า ที่ซึ่งฤดูใบไม้ผลิอันศักดิ์สิทธิ์กำลังแตกกิ่งก้านสาขาอย่างสง่างามในขณะนี้”
(จากข้อความของธรรมสภาสากลถึงชาวบาไฮทั่วโลก, ริฎวาน 1983)
3. ชาวบาไฮได้รับความมั่นใจในการชี้นำจากพระผู้เป็นเจ้า (The People of Bahá Are Assured of Divine Guidance)
“…ปากกาของศูนย์กลางแห่งพันธสัญญาได้พยากรณ์ไว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงมหันตภัยที่ไม่อาจต้านทานได้ ซึ่งจะกระหน่ำเข้าใส่สภาวะความหลงผิดของมนุษยชาตินี้ ก่อนที่พวกเขาจะหันมาใส่ใจในพระธรรมคำสอนที่ประทานชีวิตของพระบาฮาอุลลาห์
‘ความโกลาหลและความสับสนวุ่นวายกำลังทวีขึ้นทุกวันในโลก สิ่งเหล่านี้จะรุนแรงขึ้นจนทำให้โครงสร้างของมนุษยชาติไม่สามารถทนทานได้ เมื่อนั้นมนุษย์จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นและตระหนักว่า ศาสนาคือป้อมปราการที่แข็งแกร่งและเป็นแสงสว่างที่ชัดแจ้งของโลก และกฎเกณฑ์ คำตักเตือน และคำสอนของศาสนาคือบ่อเกิดของชีวิตบนโลกนี้’
ทุกดวงตาที่มองเห็นสัจธรรมย่อมประจักษ์ชัดว่า ระยะเริ่มต้นของความโกลาหลนี้มีการแสดงออกให้เห็นทุกวันซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของสังคมมนุษย์ พลังทำลายล้างของมันกำลังถอนรากถอนโคนสถาบันอันเก่าแก่ที่เคยเป็นดั่งสวรรค์และที่พึ่งพิงของผู้พำนักบนโลกในยุคสมัยและศตวรรษที่ล่วงลับไป ซึ่งกิจการทั้งปวงของมนุษย์เคยหมุนรอบสถาบันเหล่านั้น พลังทำลายล้างเดียวกันนี้ยังทำให้ดุลยภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ วรรณกรรม และศีลธรรมของโลกปั่นป่วน และกำลังทำลายผลไม้ที่งดงามที่สุดของอารยธรรมปัจจุบัน การชิงดีชิงเด่นทางการเมืองของผู้มีอำนาจได้ทำให้หลักการรากฐานของระเบียบโลกกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัย ความโลภและตัณหา การหลอกลวง การเสแสร้ง การกดขี่ และความจองหอง กลายเป็นคุณลักษณะเด่นที่ส่งผลร้ายต่อความสัมพันธ์ของมนุษย์ การค้นพบและสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้กลายเป็นวิธีการและเครื่องมือในการสังหารหมู่และการทำลายล้างล้างผลาญซึ่งตกอยู่ในมือของผู้ที่ไร้ศีลธรรม แม้แต่ดนตรี ศิลปะ และวรรณกรรม ซึ่งควรจะเป็นตัวแทนและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ความรู้สึกอันสูงส่งและความปรารถนาอันสูงสุด และควรเป็นบ่อเกิดของความสบายใจและความสงบสำหรับจิตวิญญาณที่ทุกข์ยาก ก็ได้พลัดหลงไปจากเส้นทางที่เที่ยงตรง และกลายเป็นกระจกเงาสะท้อนหัวใจที่แปดเปื้อนของยุคสมัยที่สับสน ไร้หลักการ และไร้ระเบียบนี้ ความวิปริตเช่นนี้จะส่งผลให้เกิดความทุกข์ยากลำบากดังที่พระผู้ทรงความงาม (Blessed Beauty) ได้พยากรณ์ไว้ด้วยถ้อยคำเหล่านี้ว่า: ‘ทุก ๆ วัน มหันตภัยใหม่จะเข้ายึดครองโลก และการทดสอบอันทุกข์ทรมานใหม่ ๆ จะปรากฏขึ้น’ ‘วันที่เปลวเพลิงของมัน (อารยธรรม) จะเผาผลาญเมืองต่าง ๆ กำลังใกล้เข้ามาแล้ว’
ในยุคสมัยที่ทุกข์ยากเช่นนี้ เมื่อมนุษยชาติกำลังสับสนและแม้แต่ผู้ที่ชาญฉลาดที่สุดก็ยังงุนงงต่อวิธีการแก้ไข ชาวบาไฮผู้มีความเชื่อมั่นในความเมตตาอันไม่สิ้นสุดและการชี้นำจากสวรรค์ของพระองค์ ย่อมได้รับความมั่นใจว่า การทดสอบอันทุกข์ทรมานแต่ละอย่างนี้มีเหตุ มีวัตถุประสงค์ และมีผลลัพธ์ที่แน่นอน และทั้งหมดเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการสถาปนาพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่ไม่เปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นบนโลก กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในด้านหนึ่งมนุษยชาติกำลังถูกฟาดฟันด้วยแส้แห่งการลงโทษของพระองค์ ซึ่งจะนำพาเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ของโลกที่กระจัดกระจายและพ่ายแพ้ให้มารวมตัวกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ และในอีกด้านหนึ่ง ผู้คนจำนวนน้อยที่อ่อนน้อมซึ่งพระองค์ทรงฟูมฟักภายใต้การคุ้มครองของการชี้นำที่เปี่ยมด้วยความรักของพระองค์ กำลังสร้างป้อมปราการที่แข็งแกร่งท่ามกลางเกลียวคลื่นที่ปั่นป่วนในยุคแห่งการก่อตัวและช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ ซึ่งจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายเพียงแห่งเดียวสำหรับฝูงชนที่หลงทางเหล่านั้น ดังนั้น มิตรสหายที่รักของพระผู้เป็นเจ้าผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและชัดเจนเบื้องหน้าตน ย่อมไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์เช่นนี้ ไม่ตระหนกตกใจต่อเสียงกึกก้องกัมปนาท และจะไม่เผชิญกับการสั่นสะเทือนดังกล่าวด้วยความกลัวหรือความขี้ขลาด ทั้งจะไม่ถูกขัดขวางแม้เพียงชั่วขณะจากการทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของตนให้ลุล่วง
หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ประการหนึ่งของพวกเขา คือการทำตนให้เป็นแบบอย่างในชีวิตด้วยคุณลักษณะเหล่านั้นที่เป็นที่ยอมรับ ณ เบื้องพระพักตร์อันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของธรรมสภาสากล ถึงผู้ศรัทธาชาวอิหร่านที่พำนักอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก, 10 กุมภาพันธ์ 1980)
4. หากชาวบาไฮล้มเหลว พวกเขาต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อความทุกข์ทรมานของมนุษยชาติ (If Bahá’ís Fail…)
“มีความทุกข์ทรมานอยู่มากมาย มีความต้องการที่ยิ่งใหญ่และสิ้นหวังต่อโอสถที่แท้จริง และชาวบาไฮควรตระหนักว่าพันธะหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของตนคือการส่งมอบพระธรรมสารแก่เพื่อนมนุษย์ในทันที และในขอบเขตที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากพวกเขาล้มเหลวที่จะทำเช่นนั้น พวกเขาต้องมีส่วนรับผิดชอบอย่างแท้จริงต่อการยืดเวลาแห่งความทุกข์ทรมานของมนุษยชาติออกไป”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 18 ธันวาคม 1943)
5. โลกจะประสบกับความทุกข์ยากและการทดสอบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน (The World Will Experience Travails…)
“เราได้รับคำสั่งให้กล่าวว่า แม้จะมีเหตุผลทุกประการที่คาดการณ์ได้ว่าโลกจะประสบกับความทุกข์ยากและการทดสอบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่เราไม่ทราบว่าความโกลาหลเหล่านี้จะมาในรูปแบบใด จะมาถึงเมื่อใดอย่างแน่ชัด จะรุนแรงเพียงใด หรือจะยาวนานแค่ไหน แม้แต่ตัวศาสนาเองในขณะที่กำลังปรากฏขึ้นจากความคลุมเครือ ก็จะประสบกับการทดสอบที่รุนแรงเช่นกัน จิตวิญญาณที่ละเอียดอ่อนเช่นท่านย่อมตระหนักดีถึงพัฒนาการที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ อย่างไรก็ตาม พระบาฮาอุลลาห์ได้ประทานระเบียบบริหาร (Administrative Order) แก่เรา ซึ่งเป็นช่องทางที่จิตวิญญาณและการชี้นำจะไหลไปสู่ชาวบาไฮและมนุษยชาติ ท่านผู้พิทักษ์อันเป็นที่รักได้ใช้เวลาตลอดชีวิตของท่านในการคลี่ขยายและอธิบายรูปแบบนี้ และระเบียบบริหารนี้เองที่เราควรแสวงหาเพื่อสนับสนุนและทำให้เข้มแข็ง แม้ว่ามันจะดูอ่อนแอและเปราะบางในหลายปีแห่งการก่อตัวของศาสนานี้ แต่มันยังคงเป็นที่พำนักและการคุ้มครองของชาวบาไฮและของโลก ดังนั้น ท่านจึงได้รับกำลังใจให้ใช้พลังความสามารถและพรสวรรค์ที่หลากหลายของท่านในการสอนและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนบาไฮ ภายใต้การดูแลของธรรมสภาแห่งชาติและหน่วยงานต่าง ๆ”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของธรรมสภาสากล ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 19 มีนาคม 1981)
6. มหันตภัยจะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่ามนุษยชาติจะได้รับการสั่งสอนอย่างเพียงพอ (Calamities Will Continue…)
“ท่านได้กล่าวอ้างถึงมหันตภัยและขอคำตอบที่เฉพาะเจาะจงว่าเหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใดและด้วยความรุนแรงเพียงใด ธรรมสภาสากลได้รับทราบความเห็นของท่านที่ว่าท่านได้อ่านสิ่งที่พระบาฮาอุลลาห์ทรงกล่าวไว้เกี่ยวกับการล่มสลายของระเบียบโลกเก่าและการมาถึงของระเบียบใหม่ และเมื่อไม่นานมานี้มิตรสหายที่กลับมาจากการจาริกแสวงบุญได้พูดถึงการประชุมกับเหล่าพระหัตถ์แห่งศาสนา (Hands of the Cause) และสมาชิกของธรรมสภาสากล ซึ่งมีการกล่าวถึงการมาของความโกลาหลครั้งใหญ่ของโลกว่าเกี่ยวข้องกับช่วงเวลา ‘ราวสิ้นสุดแผนห้าปีและหลังจากนั้น’ ธรรมสภาสากลชี้ให้เห็นว่ามหันตภัยได้เกิดขึ้นแล้วและกำลังเกิดขึ้น และจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปจนกว่ามนุษยชาติจะได้รับการสั่งสอนอย่างเพียงพอที่จะยอมรับศาสดา (Manifestation) สำหรับยุคสมัยนี้ พระอับดุลบาฮาทรงคาดการณ์ว่าสันติภาพขั้นต้น (Lesser Peace) จะสามารถสถาปนาขึ้นได้ก่อนสิ้นศตวรรษที่ยี่สิบ อย่างไรก็ตาม ชาวบาไฮไม่ควรถูกดึงความสนใจออกจากการทำงานเพื่อศาสนาด้วยความกลัวต่อภัยพิบัติ แต่ควรพยายามทำความเข้าใจว่าเหตุใดสิ่งเหล่านั้นจึงเกิดขึ้น ท่านผู้พิทักษ์อันเป็นที่รักได้อธิบายเหตุผลของการเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ในที่ต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วน และเนื่องจากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวตามที่อธิบายไว้ข้างต้น เราจึงไม่ควรวิตกกังวลว่าเหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของธรรมสภาสากล ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 15 เมษายน 1976)
7. ชาวบาไฮไม่ควรเสียเวลาไปกับการคาดเดาถึงมหันตภัยที่กำลังจะมาถึง (Bahá’ís Should not Waste Time Speculating…)
“ธรรมสภาสากลชี้ให้เห็นว่าพระบาฮาอุลลาห์ได้ทรงกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า: ‘โอ้ ประชาชนทั้งหลายของโลก! จงรู้เถิดว่า มหันตภัยที่มิได้คาดคิดกำลังติดตามพวกเจ้ามา และการลงโทษอันแสนสาหัสกำลังรอคอยพวกเจ้าอยู่ อย่าคิดว่าสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำลงไปนั้นจะถูกลบเลือนไปจากสายตาของเรา’ ดังนั้น ธรรมสภาสากลจึงพิจารณาว่ามันไร้ประโยชน์ที่จะพยายามคาดการณ์ล่วงหน้าถึงเวลาหรือลักษณะของมหันตภัยซึ่งพระบาฮาอุลลาห์เองทรงกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ ‘มิได้คาดคิด’ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความก้าวหน้าอย่างโดดเด่นในความพยายามทางวิทยาศาสตร์นั้นเป็นความจริงในการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญด้านความปั่นป่วนทางธรณีวิทยา แต่เราไม่สามารถแน่ใจได้ว่าการพยากรณ์เรื่องแผ่นดินไหว การระเบิดของภูเขาไฟ หรือคลื่นยักษ์ที่เกิดจากปรากฏการณ์ดังกล่าว จะสามารถระบุได้ว่าเป็นเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่พระบาฮาอุลลาห์ทรงอ้างถึง
ในจดหมายถึงผู้ศรัทธาท่านอื่น ๆ ที่ถามคำถามคล้ายกับของท่าน ธรรมสภาสากลได้เน้นย้ำว่ามิตรสหายไม่ควรเสียเวลาและพลังงานไปกับการคาดเดาที่ไร้ผลในคำถามนี้ แต่ควรทุ่มเทพลังงานทุกหยาดหยดไปกับการบรรลุเป้าหมายของแผนห้าปีซึ่งอยู่เบื้องหน้าพวกเขาอย่างชัดเจน ด้วยความเชื่อมั่นในความรู้ที่ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในโลก ไม่ว่าภายนอกจะดูเลวร้ายเพียงใดก็ตาม สิ่งนั้นจะส่งเสริมพระประสงค์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระผู้เป็นเจ้าเพื่อความสมัครสมานสามัคคีของมนุษยชาติ”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของธรรมสภาสากล ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 20 มิถุนายน 1976)
8. เป็นสิ่งสำคัญที่ชาวบาไฮต้องมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับภัยพิบัติที่ค้างคาอยู่ (It is Important that Bahá’ís have Correct Attitude…)
“แง่มุมที่สำคัญสำหรับชาวบาไฮคือ ทัศนคติ การกระทำ และการตอบสนองต่อภัยพิบัติที่ค้างคาอยู่นั้นต้องถูกต้อง เราทุกคนทราบดีว่าศาสนาของพระบาฮาอุลลาห์คือความรอดเพียงหนึ่งเดียวของโลก และหน้าที่ของเราคือการสอนผู้ที่มีจิตใจพร้อมรับอย่างกระตือรือร้น และทำอย่างสุดความสามารถเพื่อช่วยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันต่าง ๆ ของศาสนา ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่เราจะสามารถอุทิศส่วนหนึ่งของการรับใช้ ณ เบื้องพระพักตร์ของพระองค์ และเราควรปล่อยส่วนที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของพระองค์”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของธรรมสภาสากล ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 18 พฤศจิกายน 1980)
9. หากชาวบาไฮต้องถูกตัดขาดจากศูนย์กลางโลกหรือจากกันและกัน พวกเขาจะได้รับการชี้นำโดยธรรมสภาท้องถิ่นและได้รับการนำโดยที่ปรึกษาและคณะผู้ช่วย (Should Bahá’ís be Cut off…)
“ทุกสถาบันของระเบียบที่ถูกสร้างขึ้นโดยสวรรค์นี้ เป็นดั่งที่พึ่งพิงอีกแห่งหนึ่งสำหรับประชากรที่โศกเศร้า ทุกดวงวิญญาณที่ได้รับแสงสว่างจากพระธรรมสารอันศักดิ์สิทธิ์คือข้อต่ออีกชิ้นหนึ่งในความเป็นเอกภาพของมนุษยชาติ เป็นบ่าวอีกคนหนึ่งที่คอยปรนนิบัติต่อความต้องการของโลกที่กำลังเจ็บป่วย แม้ว่าในหลายปีที่อยู่เบื้องหน้า ชุมชนบาไฮจะต้องถูกตัดขาดจากศูนย์กลางโลกหรือจากกันและกัน—ดังเช่นที่บางชุมชนได้ประสบมาแล้ว—ชาวบาไฮจะไม่หยุดชะงักหรือลังเลใจ พวกเขาจะมุ่งหน้าทำตามวัตถุประสงค์ต่อไป โดยได้รับการชี้นำจากธรรมสภา (Spiritual Assemblies) ของพวกเขา และได้รับการนำโดยเหล่าที่ปรึกษา (Counsellors) สมาชิกคณะผู้ช่วย (Auxiliary Board Members) และผู้ช่วยของพวกเขา…”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของธรรมสภาสากล ถึงชาวบาไฮทั่วโลก, 3 พฤศจิกายน 1980)
10. ชาวบาไฮสามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานของมนุษยชาติได้ (Bahá’ís Can Help to Mitigate…)
“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในระดับที่ชาวบาไฮทั่วโลก… มุ่งมั่นที่จะแผ่ขยายศาสนาและดำเนินชีวิตตามคำสอน ความทุกข์ทรมานของผู้คนในโลกย่อมจะได้รับการบรรลุไปบ้าง แต่ดูเหมือนจะชัดเจนว่า ความล้มเหลวครั้งใหญ่ในการตอบสนองต่อคำแนะนำ การเรียกร้อง และคำเตือนของพระบาฮาอุลลาห์ที่ประทานไว้ในศตวรรษที่ 19 ได้ส่งให้โลกเดินไปตามเส้นทาง และปลดปล่อยพลังที่ต้องจบลงด้วยความโกลาหลและความทุกข์ทรมานที่รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก สิ่งนี้เรียกได้ว่าเกินกว่าจะควบคุมได้แล้ว และสายเกินไปที่จะหลีกเลี่ยงการทดสอบที่เลวร้าย”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 8 มกราคม 1949)
11. ผู้คนในปัจจุบันกำลังทนทุกข์จากสิ่งที่ตนได้กระทำและสิ่งที่ได้ละเลย (The People of Today Are Suffering…)
“ท่านไม่ควรคิดว่าตนเองเป็นคนไร้ความรู้สึก เพียงเพราะท่านมองเห็นการกำเนิดของโลกใหม่ที่ดีกว่าท่ามกลางความทุกข์ทรมานของโลกนี้ นี่คือสิ่งที่ชาวบาไฮควรเชื่อและควรสอนแก่ผู้อื่น ไม่ว่าเราจะมีใจสงสารและเห็นอกเห็นใจต่อมนุษยชาติเพียงใดก็ตาม เราก็ยังตระหนักดีว่าผู้คนในปัจจุบันกำลังทนทุกข์จากการกระทำและสิ่งที่พวกเขาละเลยที่จะกระทำ เราต้องช่วยให้พวกเขาเห็นสิ่งนี้ และหันความคิดและการกระทำของพวกเขาไปสู่ช่องทางที่พระบาฮาอุลลาห์ทรงกำหนดไว้จากสวรรค์”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 14 กรกฎาคม 1943)
12. เราต้องยกศาสนาไว้เป็นอันดับแรก เพื่อความมั่นคงและความสุขนิรันดร์ของเรา (We Must Put the Faith First…)
“เราไม่รู้ว่าอนาคตอันใกล้นี้จะมีรูปแบบอย่างไร ไม่ว่าที่ใดก็ตาม เพราะตัณหาของมนุษยชาตินั้นยังไม่ได้รับการเยียวยา และยังคงหูหนวกต่อพระสุรเสียงของพระบาฮาอุลลาห์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานอันยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรารู้คือเราเป็นชาวบาไฮและความรอดของเราอยู่ในศาสนาที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมานี้ เมื่อเรามอบตนแด่พระองค์ เมื่อเรารับใช้พระองค์และรักพระองค์ พระองค์ก็จะทรงประทานความเมตตา การชี้นำ และการคุ้มครองแก่เรา เราต้องยกศาสนาไว้เป็นอันดับแรกเสมอ และความปรารถนาส่วนตัวรวมถึงความสะดวกสบายเป็นอันดับรอง เมื่อมีศรัทธาลักษณะนี้ เราย่อมมีความมั่นคงและความสุขนิรันดร์ซึ่งไม่มีสิ่งใดจะพรากไปจากเราได้ ไม่ว่าความทุกข์ยากใดจะเกิดขึ้นกับโลกที่ไร้ศรัทธา ศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าคือความมั่นคงของเรา และความเชื่อมั่นในพระบาฮาอุลลาห์คือการคุ้มครองของเรา”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 5 พฤศจิกายน 1949)
13. เราไม่รู้ว่าภัยพิบัติจะแผ่ขยายออกไปไกลเพียงใด (We Do not Know how Far-Reaching…)
“ท่านโชกิ เอฟเฟนดี ไม่เคยระบุว่าผลกระทบของสงครามในอนาคตจะแผ่ขยายไปไกลเพียงใด หรือจะมีภัยพิบัติอื่นใดร่วมด้วยหรือตามมา จากคำสอนของเรา เราทราบดีว่ามนุษยชาติสามารถและจะต้องถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันเป็นรูปแบบของเอกภาพทางการเมือง—เช่น สหพันธรัฐโลก (World Federal State)—ผ่านทางความทุกข์ทรมาน เพราะดูเหมือนว่ามีเพียงความทุกข์ทรมานที่รุนแรงเท่านั้นที่จะสามารถปลุกมนุษย์ให้ตื่นขึ้นเพื่อใช้ความพยายามทางจิตวิญญาณที่จำเป็นได้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องชัดเจนสำหรับผู้ที่มีความคิดทุกคนว่า สงครามจะเป็นสาเหตุหลักของระดับความทุกข์ทรมานเช่นนี้”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 5 กันยายน 1954)
14. หากชาวบาไฮล้มเหลว พวกเขาต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อความทุกข์ทรมานของมนุษยชาติ (If Bahá’ís Fail…)
“มีความทุกข์ทรมานอยู่มากมาย มีความต้องการที่ยิ่งใหญ่และสิ้นหวังต่อโอสถที่แท้จริง และชาวบาไฮควรตระหนักว่าพันธะหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของตนคือการส่งมอบพระธรรมสารแก่เพื่อนมนุษย์ในทันที และในขอบเขตที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากพวกเขาล้มเหลวที่จะทำเช่นนั้น พวกเขาต้องมีส่วนรับผิดชอบอย่างแท้จริงต่อการยืดเวลาแห่งความทุกข์ทรมานของมนุษยชาติออกไป”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 18 ธันวาคม 1943)
15. โลกจะประสบกับความทุกข์ยากและการทดสอบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน (The World Will Experience Travails…)
“เราได้รับคำสั่งให้กล่าวว่า แม้จะมีเหตุผลทุกประการที่คาดการณ์ได้ว่าโลกจะประสบกับความทุกข์ยากและการทดสอบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่เราไม่ทราบว่าความโกลาหลเหล่านี้จะมาในรูปแบบใด จะมาถึงเมื่อใดอย่างแน่ชัด จะรุนแรงเพียงใด หรือจะยาวนานแค่ไหน แม้แต่ตัวศาสนาเองในขณะที่กำลังปรากฏขึ้นจากความคลุมเครือ ก็จะประสบกับการทดสอบที่รุนแรงเช่นกัน จิตวิญญาณที่ละเอียดอ่อนเช่นท่านย่อมตระหนักดีถึงพัฒนาการที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ อย่างไรก็ตาม พระบาฮาอุลลาห์ได้ประทานระเบียบบริหาร (Administrative Order) แก่เรา ซึ่งเป็นช่องทางที่จิตวิญญาณและการชี้นำจะไหลไปสู่ชาวบาไฮและมนุษยชาติ ท่านผู้พิทักษ์อันเป็นที่รักได้ใช้เวลาตลอดชีวิตของท่านในการคลี่ขยายและอธิบายรูปแบบนี้ และระเบียบบริหารนี้เองที่เราควรแสวงหาเพื่อสนับสนุนและทำให้เข้มแข็ง แม้ว่ามันจะดูอ่อนแอและเปราะบางในหลายปีแห่งการก่อตัวของศาสนานี้ แต่มันยังคงเป็นที่พำนักและการคุ้มครองของชาวบาไฮและของโลก ดังนั้น ท่านจึงได้รับกำลังใจให้ใช้พลังความสามารถและพรสวรรค์ที่หลากหลายของท่านในการสอนและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนบาไฮ ภายใต้การดูแลของธรรมสภาแห่งชาติและหน่วยงานต่าง ๆ”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของธรรมสภาสากล ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 19 มีนาคม 1981)
16. มหันตยจะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่ามนุษยชาติจะได้รับการสั่งสอนอย่างเพียงพอ (Calamities Will Continue…)
“ท่านได้กล่าวอ้างถึงมหันตภัยและขอคำตอบที่เฉพาะเจาะจงว่าเหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใดและด้วยความรุนแรงเพียงใด ธรรมสภาสากลได้รับทราบความเห็นของท่านที่ว่าท่านได้อ่านสิ่งที่พระบาฮาอุลลาห์ทรงกล่าวไว้เกี่ยวกับการล่มสลายของระเบียบโลกเก่าและการมาถึงของระเบียบใหม่ และเมื่อไม่นานมานี้มิตรสหายที่กลับมาจากการจาริกแสวงบุญได้พูดถึงการประชุมกับเหล่าพระหัตถ์แห่งศาสนา (Hands of the Cause) และสมาชิกของธรรมสภาสากล ซึ่งมีการกล่าวถึงการมาของความโกลาหลครั้งใหญ่ของโลกว่าเกี่ยวข้องกับช่วงเวลา ‘ราวสิ้นสุดแผนห้าปีและหลังจากนั้น’ ธรรมสภาสากลชี้ให้เห็นว่ามหันตภัยได้เกิดขึ้นแล้วและกำลังเกิดขึ้น และจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปจนกว่ามนุษยชาติจะได้รับการสั่งสอนอย่างเพียงพอที่จะยอมรับศาสดา (Manifestation) สำหรับยุคสมัยนี้ พระอับดุลบาฮาทรงคาดการณ์ว่าสันติภาพขั้นต้น (Lesser Peace) จะสามารถสถาปนาขึ้นได้ก่อนสิ้นศตวรรษที่ยี่สิบ อย่างไรก็ตาม ชาวบาไฮไม่ควรถูกดึงความสนใจออกจากการทำงานเพื่อศาสนาด้วยความกลัวต่อภัยพิบัติ แต่ควรพยายามทำความเข้าใจว่าเหตุใดสิ่งเหล่านั้นจึงเกิดขึ้น ท่านผู้พิทักษ์อันเป็นที่รักได้อธิบายเหตุผลของการเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ในที่ต่าง ๆมากมายนับไม่ถ้วน และเนื่องจากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวตามที่อธิบายไว้ข้างต้น เราจึงไม่ควรวิตกกังวลว่าเหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของธรรมสภาสากล ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 15 เมษายน 1976)
17. ชาวบาไฮไม่ควรเสียเวลาไปกับการคาดเดาถึงมหันตภัยที่กำลังจะมาถึง (Bahá’ís Should not Waste Time Speculating…)
“ธรรมสภาสากลชี้ให้เห็นว่าพระบาฮาอุลลาห์ได้ทรงกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า: ‘โอ้ ประชาชนทั้งหลายของโลก! จงรู้เถิดว่า มหันตภัยที่มิได้คาดคิดกำลังติดตามพวกเจ้ามา และการลงโทษอันแสนสาหัสกำลังรอคอยพวกเจ้าอยู่ อย่าคิดว่าสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำลงไปนั้นจะถูกลบเลือนไปจากสายตาของเรา’ ดังนั้น ธรรมสภาสากลจึงพิจารณาว่ามันไร้ประโยชน์ที่จะพยายามคาดการณ์ล่วงหน้าถึงเวลาหรือลักษณะของมหันตภัยซึ่งพระบาฮาอุลลาห์เองทรงกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ ‘มิได้คาดคิด’ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความก้าวหน้าอย่างโดดเด่นในความพยายามทางวิทยาศาสตร์นั้นเป็นความจริงในการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญด้านความปั่นป่วนทางธรณีวิทยา แต่เราไม่สามารถแน่ใจได้ว่าการพยากรณ์เรื่องแผ่นดินไหว การระเบิดของภูเขาไฟ หรือคลื่นยักษ์ที่เกิดจากปรากฏการณ์ดังกล่าว จะสามารถระบุได้ว่าเป็นเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่พระบาฮาอุลลาห์ทรงอ้างถึง
ในจดหมายถึงผู้ศรัทธาท่านอื่น ๆ ที่ถามคำถามคล้ายกับของท่าน ธรรมสภาสากลได้เน้นย้ำว่ามิตรสหายไม่ควรเสียเวลาและพลังงานไปกับการคาดเดาที่ไร้ผลในคำถามนี้ แต่ควรทุ่มเทพลังงานทุกหยาดหยดไปกับการบรรลุเป้าหมายของแผนงานที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาอย่างชัดเจน ด้วยความเชื่อมั่นในความรู้ที่ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในโลก ไม่ว่าภายนอกจะดูเลวร้ายเพียงใดก็ตาม สิ่งนั้นจะส่งเสริมพระประสงค์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระผู้เป็นเจ้าเพื่อความสมัครสมานสามัคคีของมนุษยชาติ”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของธรรมสภาสากล ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 20 มิถุนายน 1976)
18. เป็นสิ่งสำคัญที่ชาวบาไฮต้องมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับภัยพิบัติที่ค้างคาอยู่ (It is Important that Bahá’ís have Correct Attitude…)
“แง่มุมที่สำคัญสำหรับชาวบาไฮคือ ทัศนคติ การกระทำ และการตอบสนองต่อภัยพิบัติที่ค้างคาอยู่นั้นต้องถูกต้อง เราทุกคนทราบดีว่าศาสนาของพระบาฮาอุลลาห์คือความรอดเพียงหนึ่งเดียวของโลก และหน้าที่ของเราคือการสอนผู้ที่มีจิตใจพร้อมรับอย่างกระตือรือร้น และทำอย่างสุดความสามารถเพื่อช่วยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันต่าง ๆ ของศาสนา ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่เราจะสามารถอุทิศส่วนหนึ่งของการรับใช้ ณ เบื้องพระพักตร์ของพระองค์ และเราควรปล่อยส่วนที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของพระองค์”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของธรรมสภาสากล ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 18 พฤศจิกายน 1980)
19. หากชาวบาไฮต้องถูกตัดขาดจากศูนย์กลางโลกหรือจากกันและกัน (Should Bahá’ís be Cut off…)
“ทุกสถาบันของระเบียบที่ถูกสร้างขึ้นโดยสวรรค์นี้ เป็นดั่งที่พึ่งพิงอีกแห่งหนึ่งสำหรับประชากรที่โศกเศร้า ทุกดวงวิญญาณที่ได้รับแสงสว่างจากพระธรรมสารอันศักดิ์สิทธิ์คือข้อต่ออีกชิ้นหนึ่งในความเป็นเอกภาพของมนุษยชาติ เป็นบ่าวอีกคนหนึ่งที่คอยปรนนิบัติต่อความต้องการของโลกที่กำลังเจ็บป่วย แม้ว่าในหลายปีที่อยู่เบื้องหน้า ชุมชนบาไฮจะต้องถูกตัดขาดจากศูนย์กลางโลกหรือจากกันและกัน—ดังเช่นที่บางชุมชนได้ประสบมาแล้ว—ชาวบาไฮจะไม่หยุดชะงักหรือลังเลใจ พวกเขาจะมุ่งหน้าทำตามวัตถุประสงค์ต่อไป โดยได้รับการชี้นำจากธรรมสภา (Spiritual Assemblies) ของพวกเขา และได้รับการนำโดยเหล่าที่ปรึกษา (Counsellors) สมาชิกคณะผู้ช่วย (Auxiliary Board Members) และผู้ช่วยของพวกเขา…”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของธรรมสภาสากล ถึงชาวบาไฮทั่วโลก, 3 พฤศจิกายน 1980)
20. ชาวบาไฮสามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานของมนุษยชาติได้ (Bahá’ís Can Help to Mitigate…)
“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในระดับที่ชาวบาไฮทั่วโลก… มุ่งมั่นที่จะแผ่ขยายศาสนาและดำเนินชีวิตตามคำสอน ความทุกข์ทรมานของผู้คนในโลกย่อมจะได้รับการบรรเทาไปบ้าง แต่ดูเหมือนจะชัดเจนว่า ความล้มเหลวครั้งใหญ่ในการตอบสนองต่อคำแนะนำ การเรียกร้อง และคำเตือนของพระบาฮาอุลลาห์ที่ประทานไว้ในศตวรรษที่ 19 ได้ส่งให้โลกเดินไปตามเส้นทาง และปลดปล่อยพลังที่ต้องจบลงด้วยความโกลาหลและความทุกข์ทรมานที่รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก สิ่งนี้เรียกได้ว่าเกินกว่าจะควบคุมได้แล้ว และสายเกินไปที่จะหลีกเลี่ยงการทดสอบที่เลวร้าย”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 8 มกราคม 1949)
21. ผู้คนในปัจจุบันกำลังทนทุกข์จากความผิดพลาดและการละเลยของตนเอง (The People of Today Are Suffering…)
“ท่านไม่ควรคิดว่าตนเองเป็นคนไร้ความรู้สึก เพียงเพราะท่านมองเห็นการกำเนิดของโลกใหม่ที่ดีกว่าท่ามกลางความทุกข์ทรมานของโลกนี้ นี่คือสิ่งที่ชาวบาไฮควรเชื่อและควรสอนแก่ผู้อื่น ไม่ว่าเราจะมีใจสงสารและเห็นอกเห็นใจต่อมนุษยชาติเพียงใดก็ตาม เราก็ยังตระหนักดีว่าผู้คนในปัจจุบันกำลังทนทุกข์จากการกระทำที่ผิดพลาดและสิ่งที่พวกเขาละเลยที่จะกระทำ เราต้องช่วยให้พวกเขาเห็นสิ่งนี้ และหันความคิดและการกระทำของพวกเขาไปสู่แนวทางที่พระบาฮาอุลลาห์ทรงกำหนดไว้จากสวรรค์”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 14 กรกฎาคม 1943)
22. เราต้องยกศาสนาไว้เป็นอันดับแรก เพื่อความมั่นคงและความสุขนิรันดร์ของเรา (We Must Put the Faith First…)
“เราไม่รู้ว่าอนาคตอันใกล้นี้จะมีรูปแบบอย่างไร ไม่ว่าที่ใดก็ตาม เพราะตัณหาของมนุษยชาตินั้นยังไม่ได้รับการเยียวยา และยังคงหูหนวกต่อพระสุรเสียงของพระบาฮาอุลลาห์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานอันยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรารู้คือเราเป็นชาวบาไฮและความรอดของเราอยู่ในศาสนาที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมานี้ เมื่อเรามอบตนแด่พระองค์ เมื่อเรารับใช้พระองค์และรักพระองค์ พระองค์ก็จะทรงประทานความเมตตา การชี้นำ และการคุ้มครองแก่เรา เราต้องยกศาสนาไว้เป็นอันดับแรกเสมอ และความปรารถนาส่วนตัวรวมถึงความสะดวกสบายเป็นอันดับรอง เมื่อมีศรัทธาลักษณะนี้ เราย่อมมีความมั่นคงและความสุขนิรันดร์ซึ่งไม่มีสิ่งใดจะพรากไปจากเราได้ ไม่ว่าความทุกข์ยากใดจะเกิดขึ้นกับโลกที่ไร้ศรัทธา ศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าคือความมั่นคงของเรา และความเชื่อมั่นในพระบาฮาอุลลาห์คือการคุ้มครองของเรา”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 5 พฤศจิกายน 1949)
23. เราไม่รู้ว่าภัยพิบัติจะแผ่ขยายออกไปไกลเพียงใด (We Do not Know how Far-Reaching…)
“ท่านโชกิ เอฟเฟนดี ไม่เคยระบุว่าผลกระทบของสงครามในอนาคตจะแผ่ขยายไปไกลเพียงใด หรือจะมีภัยพิบัติอื่นใดร่วมด้วยหรือตามมา จากคำสอนของเรา เราทราบดีว่ามนุษยชาติสามารถและจะต้องถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันเป็นรูปแบบของเอกภาพทางการเมือง—เช่น สหพันธรัฐโลก (World Federal State)—ผ่านทางความทุกข์ทรมาน เพราะดูเหมือนว่ามีเพียงความทุกข์ทรมานที่รุนแรงเท่านั้นที่จะสามารถปลุกมนุษย์ให้ตื่นขึ้นเพื่อใช้ความพยายามทางจิตวิญญาณที่จำเป็นได้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องชัดเจนสำหรับผู้ที่มีความคิดทุกคนว่า สงครามจะเป็นสาเหตุหลักของระดับความทุกข์ทรมานเช่นนี้”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 5 กันยายน 1954)
24. เอกภาพของมนุษยชาติ (The Unification of Mankind)
“…ไม่ว่าข้อบกพร่องของเราจะเป็นอย่างไร และไม่ว่าพลังแห่งความมืดที่ปิดล้อมเราอยู่ในทุกวันนี้จะน่ากลัวเพียงใด เอกภาพของมนุษยชาติดังที่ได้วางโครงร่างและรับประกันไว้โดยระเบียบโลกของพระบาฮาอุลลาห์ จะถูกสถาปนาขึ้นอย่างมั่นคงและถาวรเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม นี่คือสัญญาของพระบาฮาอุลลาห์ และไม่มีอำนาจใดในโลกที่สามารถขัดขวางหรือแม้แต่เหนี่ยวรั้งการบรรลุผลที่สมบูรณ์ของมันได้ในระยะยาว ดังนั้น มิตรสหายจึงไม่ควรสูญเสียความหวัง แต่ควรตระหนักในพลังและบทบาทของตนอย่างเต็มที่ และพากเพียรพยายามอย่างยิ่งใหญ่เพื่อการขยายตัวและการสร้างความเข้มแข็งให้แก่การปกครองอันเป็นสากลของพระบาฮาอุลลาห์บนโลกนี้”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 6 พฤศจิกายน 1933)
25. วิกฤตการณ์กำลังตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ที่ยิ่งใหญ่ (The Crisis is Serving a Great Purpose)
“วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในกลุ่มเกษตรกรเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบไปถึงทุกวิถีทางในการหาเลี้ยงชีพ ในแง่หนึ่งเกษตรกรยังถือว่าโชคดีกว่าเพราะอย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีอาหารกิน แต่โดยรวมแล้ววิกฤตการณ์นี้กำลังตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือการขยายทัศนคติของมนุษย์ สอนให้เขารู้จักคิดในระดับสากล บังคับให้เขาต้องคำนึงถึงสวัสดิภาพของเพื่อนบ้านหากเขาปรารถนาจะปรับปรุงสภาวะของตนเองให้ดีขึ้น กล่าวโดยย่อคือ มันกำลังบังคับให้มนุษยชาติเห็นคุณค่าของความสำคัญและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้โดยพระบาฮาอุลลาห์ ปัจจุบันและอนาคตอันใกล้อาจจะมืดมน แต่เรามีคำมั่นสัญญาอันวิเศษของพระศาสดา (พระอับดุลบาฮา) อยู่เบื้องหน้า และคำสัญญาทั้งหมดนั้นจะเป็นความจริง…”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 3 กุมภาพันธ์ 1932)
26. ท่านผู้พิทักษ์ไม่คิดว่าพระผู้เป็นเจ้าจะทรงยอมให้มนุษย์ทำลายล้างตนเอง (The Guardian Does not Think…)
“ในส่วนของคำถามของท่าน: ระดับความรวดเร็วที่มนุษย์จะก้าวหน้านั้นขึ้นอยู่กับความพยายามของพวกเขาเองอย่างแน่นอน แต่ท่าน (โชกิ เอฟเฟนดี) ไม่คิดว่าพระผู้เป็นเจ้าจะทรงยอมให้มนุษย์ทำลายล้างตนเอง เพราะมีวิวัฒนาการมากมายเหลือเกินที่ผ่านมาแล้ว และยังมีวิวัฒนาการอีกมากมายรออยู่เบื้องหน้า! เราไม่ควรผัดวันประกันพรุ่งแม้เพียงชั่วขณะ เป็นเวลาเกือบร้อยปีแล้วที่คำเตือนของพระบาฮาอุลลาห์ดังกึกก้องอยู่ในหูของมนุษย์ และเรามีเหตุผลทุกประการที่จะเชื่อว่าสิ่งเลวร้ายอาจยังคงเกิดขึ้นกับมนุษยชาติหากพวกเขาไม่ฟังแนวทางแก้ไขจากสวรรค์ที่เสนอโดยศาสดาของพระเจ้าสำหรับยุคสมัยนี้ ในเรื่องนี้ท่านได้ชี้ให้ชาวบาไฮเห็นเสมอว่า งานบาไฮโดยตรงของพวกเขา—การสอน การปรับปรุงระเบียบบริหารให้สมบูรณ์ การเผยแพร่ศาสนาของพระเจ้า—คืองานของพวกเขาและมีความสำคัญเร่งด่วน เพราะสิ่งนี้เรียกได้ว่ามีโครงสร้างทางจิตวิญญาณ สิ่งที่พวกเขากำลังทำจะปลดปล่อยพลังที่จะต่อสู้กับการสลายตัวที่เลวร้ายของสังคมที่เราพบเห็นในปัจจุบันทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ หรือด้านอื่น ๆ…”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 5 กรกฎาคม 1947)
27. ความยากลำบาก ความขัดสน ความสิ้นหวังจะห้อมล้อมผู้คน (Hardship and Privation…)
“จงรู้เถิดว่าความยากลำบากและความขัดสนจะเพิ่มขึ้นทุกวัน และผู้คนจะได้รับความทุกข์ยากจากสิ่งนั้น ประตูแห่งความจอยและความสุขจะปิดลงในทุกด้าน และสงครามที่เลวร้ายจะเกิดขึ้น ความคับข้องใจและความสิ้นหวังจะห้อมล้อมผู้คนจนกระทั่งพวกเขาถูกบังคับให้หันไปหาพระเจ้าที่แท้จริงเพียงพระองค์เดียว เมื่อนั้นแสงแห่งข่าวดีที่น่ายินดีที่สุดจะส่องสว่างไปทั่วเส้นขอบฟ้า จนเสียงร้องว่า ‘ย่า บาฮาอุลอับฮา’ (Yá Bahá’u’l-Abhá) จะดังขึ้นจากทุกทิศทาง สิ่งนี้จะเกิดขึ้นจริง”
(พระอับดุลบาฮา: จากแท็บเล็ตถึง อิซาเบลลา ดี. บริตติงแฮม)
28. ความโกลาหลในวันสิ้นยุค (Apocalyptic Upheaval)
“ท่านแนะนำให้ท่านดำเนินการวางแผนการศึกษาระดับวิทยาลัยต่อไป เราไม่มีข้อบ่งชี้แน่ชัดว่าธรรมชาติของความโกลาหลในวันสิ้นยุคจะเป็นอย่างไร: มันอาจจะเป็นสงครามอีกครั้ง… แต่ในฐานะผู้ศึกษาลายลิขิตบาไฮ เป็นที่ชัดเจนว่ายิ่ง ‘แพทย์จากสวรรค์’ (หมายถึง พระบาฮาอุลลาห์) ถูกขัดขวางจากการรักษาโรคร้ายของโลกนานเท่าใด วิกฤตการณ์ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น และความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยก็จะยิ่งเลวร้ายลงเท่านั้น”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 21 พฤศจิกายน 1949)
29. สภาวะโลกกำลังนำหลายประเด็นไปสู่จุดตัดสิน (World Condition Bringing Many Issues to a Head)
“…สภาวะที่โลกเป็นอยู่กำลังนำหลายประเด็นไปสู่จุดตัดสิน อาจเป็นเรื่องยากที่จะหาชาติหรือผู้คนที่ไม่ตกอยู่ในสภาวะวิกฤตในปัจจุบัน ลัทธิวัตถุนิยม การขาดศาสนาที่แท้จริง และผลของพลังด้านต่ำในธรรมชาติของมนุษย์ที่ถูกปลดปล่อยออกมา ได้ทำให้โลกทั้งใบมาถึงขอบเหวของวิกฤตการณ์ที่อาจจะยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเผชิญมาหรือจะต้องเผชิญ ชาวบาไฮเป็นส่วนหนึ่งของโลก พวกเขาก็รู้สึกถึงแรงกดดันอันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับผู้คนทุกคนในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นใครหรืออยู่ที่ไหนก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง แผนการของสวรรค์ซึ่งเป็นวิธีการทำงานโดยตรงเพื่อสถาปนาสันติภาพและระเบียบโลก ได้มาถึงจุดที่สำคัญและท้าทายในการคลี่ขยายของมัน เนื่องด้วยความต้องการที่สิ้นหวังของโลก ชาวบาไฮพบว่าตนเอง—แม้จะมีจำนวนจำกัด มีกำลังทรัพย์น้อย และมีอิทธิพลน้อย—ถูกเรียกตัวมาเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ให้ลุล่วง”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านผู้พิทักษ์ ถึงธรรมสภาแห่งชาติสหรัฐอเมริกา, 19 กรกฎาคม 1956)
30. มหันตภัยและวิกฤตการณ์ (Calamities and Crises)
“ในขณะที่มนุษยชาติดิ่งลึกลงไปในสภาวะที่พระบาฮาอุลลาห์ทรงเขียนไว้ว่า ‘หากจะเปิดเผยในตอนนี้ก็จะไม่เหมาะสมและไม่บังควร’ ดังนั้น ผู้ศรัทธาต้องโดดเด่นขึ้นในฐานะผู้ที่มีความมั่นใจ มีเป้าหมาย และเป็นผู้ที่มีความสุขอย่างแท้จริง โดยยึดถือมาตรฐานซึ่งตรงกันข้ามกับทัศนคติที่เสื่อมทรามและไร้ศีลธรรมของสังคมสมัยใหม่ ซึ่งมาตรฐานนี้เองคือบ่อเกิดของเกียรติ พละกำลัง และวุฒิภาวะของพวกเขา ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างความกระฉับกระเฉง ความสามัคคี และระเบียบวินัยของชุมชนบาไฮในด้านหนึ่ง กับความสับสน ความสิ้นหวัง และจังหวะที่เร่งรีบอย่างบ้าคลั่งของสังคมที่กำลังล่มสลายในอีกด้านหนึ่ง คือสิ่งที่จะดึงสายตาของมนุษยชาติมาสู่ศาสนาของพระบาฮาอุลลาห์ที่เป็นดั่งที่พึ่งพิงเพื่อช่วยกอบกู้โลกในช่วงปีที่ปั่นป่วนวุ่นวายเบื้องหน้า”
(จากข้อความของธรรมสภาสากล ถึงชาวบาไฮทั่วโลก, ริฎวาน 1966)
31. การสลายตัวภายในและความโกลาหลภายนอกกำลังเร่งตัวขึ้น (Internal Disintegration and External Chaos…)
“…ปีที่รออยู่เบื้องหน้าเราทุกคนนั้นสำคัญยิ่งนัก กระบวนการคู่ขนานของการสลายตัวภายในและความโกลาหลภายนอกกำลังเร่งตัวขึ้น และทุก ๆ วันกำลังเคลื่อนไปสู่จุดสูงสุดอย่างไม่อาจยับยั้งได้ เสียงคำรามที่ต้องเกิดขึ้นก่อนการปะทุของพลังเหล่านั้นที่จะทำให้ ‘ร่างกายของมนุษยชาติต้องสั่นสะท้าน’ เริ่มได้ยินแล้ว ‘ยุคสุดท้าย’ ‘ปีสุดท้าย’ ดังที่พยากรณ์ไว้ในคัมภีร์ต่าง ๆ ได้มาถึงเราแล้วในที่สุด ปากกาของพระบาฮาอุลลาห์ พระสุรเสียงของพระอับดุลบาฮา ได้ย้ำเตือนมนุษยชาติที่ไม่แยแสอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าและด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนถึงหายนะที่กำลังใกล้เข้ามา ชุมชนแห่งพระนามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด (The Community of the Most Great Name) ซึ่งเป็นดั่งเชื้อหมักที่ต้องทำให้แป้งฟูขึ้น เป็นกลุ่มคนที่ถูกเลือกซึ่งจะต้องรอดพ้นจากการล่มสลายของระเบียบเก่าที่เสื่อมเสียและสั่นคลอน และช่วยในการคลี่ขยายระเบียบใหม่ขึ้นมาแทนที่ กำลังยืนหยัดพร้อม มีความตื่นตัว มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และมีความแน่วแน่…”
(จากจดหมายของท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงธรรมสภาแห่งชาติสหรัฐอเมริกาและแคนาดา, 5 กรกฎาคม 1938)
32. สถานการณ์โลกที่เลวร้ายลง—หลายคนยืนมองและวิตกกังวล (Worsening World Situation…)
“ในสถานการณ์โลกที่เลวร้ายลงซึ่งเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากสงคราม ความรุนแรง และการถอนรากถอนโคนสถาบันที่มั่นคงมานานอย่างกะทันหัน สามารถมองเห็นได้ถึงการบรรลุผลของคำพยากรณ์ของพระบาฮาอุลลาห์ และคำเตือนที่ย้ำเตือนบ่อยครั้งของพระศาสดา (พระอับดุลบาฮา) และท่านผู้พิทักษ์อันเป็นที่รัก เกี่ยวกับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของระบบสังคมที่บกพร่องอย่างน่าเศร้า ผู้นำที่ขาดความรู้แจ้ง และมนุษยชาติที่ดื้อรั้นและขาดศรัทธา ทั้งรัฐบาลและประชาชนของทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา รวมถึงสถาบันอื่น ๆ ของมนุษย์ ทั้งทางโลกและทางศาสนา ต่างพบว่าตนเองไร้ความสามารถที่จะยับยั้งกระบวนการของเหตุการณ์หายนะในปัจจุบัน พวกเขายืนตกตะลึงและถูกครอบงำด้วยขนาดและความซับซ้อนของปัญหาที่เผชิญอยู่ ณ ชั่วโมงแห่งโชคชะตาในประวัติศาสตร์มนุษย์นี้ น่าเสียดายที่หลายคนดูเหมือนจะพอใจเพียงแค่ยืนมองและบีบมือด้วยความสิ้นหวัง หรือไม่ก็เข้าร่วมในการประท้วงและส่งเสียงตะโกนคัดค้านอย่างกึกก้อง แต่กลับไม่มีแนวทางแก้ไขความทุกข์ระทมที่คุกคามยุคสมัยของเรา
อย่างไรก็ตาม ชายและหญิงที่มีความคิดและยุติธรรมจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ กำลังตระหนักท่ามกลางความขัดแย้ง ความเศร้าโศก และการทำลายล้างที่รุนแรงนี้ว่า มันคือหลักฐานของการลงโทษจากสวรรค์ และเมื่อพวกเขาหันหน้าเข้าหาพระเจ้า พวกเขาก็เปิดรับพระธรรมของพระองค์มากขึ้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสภาวะปัจจุบันแม้จะน่าสลดใจและน่ากลัวในผลกระทบระยะสั้น แต่มันกำลังช่วยทำให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า คำสอนของพระบาฮาอุลลาห์มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อความต้องการของยุคปัจจุบัน และจะเปิดโอกาสมากมายในการเข้าถึงดวงวิญญาณนับไม่ถ้วนที่รอคอย ผู้ซึ่งกำลังหิวกระหายในการชี้นำจากสวรรค์”
(จากจดหมายของธรรมสภาสากล ถึงชาวบาไฮทั่วโลก, 16 พฤศจิกายน 1969)
33. หุบเหวแห่งความหายนะกำลังคุกคาม (A Yawning Gulf Threatens)
“…ทุกระบบที่ขาดการรวมเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติได้ถูกทดลองแล้ว ทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และพบว่ายังขาดแคลน สงครามเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า การประชุมนับไม่ถ้วนถูกจัดขึ้นและหารือกัน สนธิสัญญา ข้อตกลง และพันธสัญญาได้รับการเจรจา สรุป และแก้ไขอย่างอุตสาหะ ระบบการปกครองได้รับการทดสอบอย่างอดทน ถูกหล่อหลอมใหม่และถูกแทนที่อย่างต่อเนื่อง แผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้รับการคิดค้นอย่างรอบคอบและดำเนินการอย่างพิถีพิถัน กระนั้น วิกฤตการณ์ก็ยังตามมาด้วยวิกฤตการณ์ และความรวดเร็วที่โลกซึ่งไม่มั่นคงและอันตรายกำลังเสื่อมถอยลงก็เร่งตัวขึ้นตามลำดับ หุบเหวที่อ้าปากค้างกำลังคุกคามที่จะดึงทั้งชาติที่พอใจและไม่พอใจ ทั้งระบอบประชาธิปไตยและเผด็จการ นายทุนและลูกจ้าง ชาวุโรปและชาวเอเชีย ยิวและคนต่างชาติ คนผิวขาวและคนผิวสี เข้าสู่หายนะร่วมกัน… มนุษยชาติที่ถูกทดสอบอย่างหนักและสิ้นหวังไม่ต้องสงสัยเลยว่าได้สูญเสียทิศทาง และดูเหมือนจะสูญเสียความเชื่อและศรัทธาไปเช่นกัน มันกำลังล่องลอย ไร้ผู้นำและไร้วิสัยทัศน์ อยู่บนขอบเหวของภัยพิบัติ ความรู้สึกถึงโชคชะตาที่มืดมนดูเหมือนจะแผ่ซ่านไปทั่ว…”
(โชกิ เอฟเฟนดี: ระเบียบโลกของพระบาฮาอุลลาห์, หน้า 190)
34. พลังของหายนะโลก—เปลวเพลิงแห่งการทดสอบ (Forces of a World Catastrophe…)
“…พลังของหายนะโลกเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะสามารถเร่งให้เกิดช่วงใหม่ของความคิดมนุษย์ได้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ความจริงนี้ปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าไม่มีสิ่งใดนอกจากเปลวเพลิงแห่งการทดสอบที่รุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ที่จะสามารถหลอมรวมและเชื่อมโยงสิ่งที่ขัดแย้งกันซึ่งประกอบขึ้นเป็นองค์ประกอบของอารยธรรมปัจจุบัน ให้กลายเป็นส่วนประกอบที่สมบูรณ์ของเครือจักรภพโลกในอนาคตได้… ไม่มีสิ่งใดนอกจากเปลวเพลิงแห่งการทดสอบที่มนุษยชาติจะก้าวข้ามออกมาด้วยความตระหนักรู้และเตรียมพร้อม ที่จะประสบความสำเร็จในการปลูกฝังความรู้สึกรับผิดชอบซึ่งเหล่าผู้นำในยุคใหม่จะต้องลุกขึ้นมาแบกรับ”
(โชกิ เอฟเฟนดี: ระเบียบโลกของพระบาฮาอุลลาห์, หน้า 46)
35. เมื่อวิกฤตถาโถมเข้าใส่โลก ชาวบาไฮไม่ควรยอมให้ความยากลำบากบั่นทอนความหวัง (When Crisis Sweeps Over the World…)
“…เมื่อวิกฤตเช่นนี้ถาโถมเข้าใส่โลก ไม่มีใครควรหวังว่าตนจะรอดพ้นไปได้โดยไม่ได้รับผลกระทบ เราเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่มีชีวิต และเมื่อส่วนหนึ่งของร่างกายทนทุกข์ ส่วนที่เหลือทั้งหมดของร่างกายย่อมรู้สึกถึงผลกระทบนั้น นี่คือเหตุผลที่พระบาฮาอุลลาห์ทรงเรียกร้องให้เราใส่ใจในความเป็นเอกภาพของมนุษยชาติ แต่ในฐานะชาวบาไฮ เราไม่ควรปล่อยให้ความยากลำบากเช่นนั้นมาบั่นทอนความหวังในอนาคตของเรา…”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงครอบครัวบาไฮครอบครัวหนึ่ง, 14 เมษายน 1932)
36. ขั้นตอนของการชำระล้างเป็นสิ่งจำเป็น (Stage of Purgation is Indispensable)
“…ท่านดูเหมือนจะบ่นเกี่ยวกับมหันตภัยที่เกิดขึ้นกับมนุษยชาติ ในพัฒนาการทางจิตวิญญาณของมนุษย์ ขั้นตอนของการชำระล้าง (Purgation) เป็นสิ่งจำเป็น เพราะในขณะที่ก้าวผ่านมันไป ความต้องการทางวัตถุที่ถูกให้ค่าสูงเกินจริงจะถูกมองเห็นในแสงสว่างที่ถูกต้อง หากสังคมไม่เรียนรู้ที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องทางจิตวิญญาณมากขึ้น มันก็จะไม่คู่ควรที่จะเข้าสู่ยุคทองที่พระบาฮาอุลลาห์ทรงพยากรณ์ไว้ มหันตภัยในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการชำระล้างนี้ ซึ่งมนุษย์จะเรียนรู้บทเรียนได้ผ่านทางสิ่งเหล่านี้เท่านั้น… ในกระบวนการชำระล้างนี้ เมื่อมนุษยชาติทั้งมวลอยู่ในความทุกข์ทรมาน ชาวบาไฮไม่ควรหวังว่าตนจะไม่ได้รับผลกระทบ… วิกฤตการณ์โลกเช่นนี้จำเป็นต่อการปลุกเราให้ตื่นขึ้นสู่ความสำคัญของหน้าที่และการปฏิบัติงานของเรา ความทุกข์ยากจะเพิ่มพลังให้เราในการชี้ทางรอดให้แก่มนุษยชาติ…”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง: Bahá’í News, มกราคม 1932)
37. ทัศนคติของมนุษย์ต่อชีวิตที่ดิบและยึดถือวัตถุเกินไป (Man’s Outlook on Life Too Crude and Materialistic)
“อันที่จริง เหตุผลสำคัญของความเลวร้ายที่แพร่ระบาดในสังคมคือการขาดจิตวิญญาณ อารยธรรมวัตถุนิยมในยุคสมัยของเราได้ดึงดูดพลังและความสนใจของมนุษยชาติไปมากเสียจนผู้คนทั่วไปไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องยกระดับตนเองให้อยู่เหนือพลังและสภาวะของการดำรงชีวิตทางวัตถุในแต่ละวัน ไม่มีความต้องการเพียงพอสำหรับสิ่งที่เรียกว่าจิตวิญญาณเพื่อสร้างความแตกต่างจากความต้องการทางกายภาพ วิกฤตการณ์สากลที่ส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติจึงมีสาเหตุมาจากเรื่องทางจิตวิญญาณเป็นหลัก จิตวิญญาณของยุคสมัยนี้โดยรวมคือการขาดศาสนา ทัศนคติของมนุษย์ต่อชีวิตนั้นดิบและยึดถือวัตถุเกินกว่าจะทำให้เขายกระดับตนเองเข้าสู่ขอบเขตที่สูงขึ้นของจิตวิญญาณได้… สภาวะที่น่าเศร้าและเจ็บป่วยนี้เองที่ศาสนาพยายามจะปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง…”
(จากจดหมายที่เขียนในนามของท่านผู้พิทักษ์ ถึงผู้ศรัทธาท่านหนึ่ง, 8 ธันวาคม 1935)