ตอนที่ 1

  
พรสวรรค์ทั้งหลายที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ต่างจากรูปแบบอื่นทั้งหมดของชีวิต  ถูกรวมยอดอยู่ในสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันในฐานะจิตของมนุษย์  และปัญญาคือคุณสมบัติที่เป็นสาระของจิต  พรสวรรค์เหล่านี้ช่วยให้มนุษยชาติสามารถสร้างอารยธรรมและความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุ  แต่ความสำเร็จดังกล่าวโดยลำพังไม่เคยสนองความพอใจของจิตของมนุษย์  ซึ่งธรรมชาติที่ลึกลับของจิตโน้มเอียงเข้าหาสิ่งที่เหนือธรรมชาติ  มุ่งหาอาณาจักรที่มองไม่เห็น  มุ่งหาความเป็นจริงสุดท้าย  ซึ่งเป็นสาระของสาระที่ไม่อาจรู้ได้เรียกว่าพระผู้เป็นเจ้า  ศาสนาทั้งหลายที่ถูกนำมาสู่มนุษยชาติโดยการตามติดกันมาของดวงอาทิตย์แห่งธรรมทั้งหลาย  ได้เป็นตัวเชื่อมโยงเบื้องต้นระหว่างมนุษยชาติกับความเป็นจริงสุดท้ายนั้น  และได้กระตุ้นและขัดเกลาความสามารถของมนุษยชาติ  ให้ประสบความสำเร็จทางจิตวิญญาณด้วยกันกับความก้าวหน้าทางสังคม
 
ความพยายามอย่างจริงจังที่จะจัดกิจการทั้งหลายของมนุษย์ให้ถูกต้อง  ที่จะบรรลุสันติภาพของโลก  ไม่สามารถละเลยศาสนา  วิธีปฏิบัติและการเข้าใจศาสนาของมนุษย์คือเนื้อหาสาระส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์  นักประวัติศาสตร์เลื่องชื่อท่านหนึ่งพรรณนาศาสนาว่าเป็น “ภาควิชาธรรมชาติของมนุษย์”  ยากที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความวิปริตของภาควิชานี้ได้มีส่วนก่อให้เกิดความสับสนอย่างมากในสังคม  และความขัดแย้งในตัวบุคคลและระหว่างบุคคล  แต่ไม่มีผู้สังเกตการณ์ที่ใจเป็นธรรมคนใด  สามารถลดค่าอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่กว่าของศาสนาที่มีต่อการสำแดงอารยธรรมที่มีชีวิตชีวา  ยิ่งไปกว่านั้นอิทธิพลโดยตรงของศาสนาต่อกฎหมายและศีลธรรมได้สาธิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกว่า  ศาสนาเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับความเป็นระเบียบของสังคม
 
ในการลิขิตเกี่ยวกับศาสนาในฐานะที่เป็นพลังทางสังคม  พระบาฮาอุลลาห์ทรงกล่าวว่า “ศาสนาคือวิธีการอันยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับการสถาปนาระเบียบในโลกและความพึงพอใจที่สงบของทุกคนที่อาศัยอยู่ในโลก”  ในการกล่าวถึงความเสื่อมหรือการถูกบดบังของศาสนา  พระองค์ทรงลิขิตว่า “หากตะเกียงของศาสนาถูกบดบังแสง  ความวุ่นวายและสับสนจะตามมา  และประทีปแห่งความเป็นธรรม  ความยุติธรรม  ความสงบและสันติภาพ  จะหยุดส่องแสง”  ในการแจกแจงผลที่ตามมาดังกล่าว  ธรรมลิขิตบาไฮชี้ให้เห็นว่า “ความวิปริตของธรรมชาติของมนุษย์  ความเสื่อมทรามของการปฏิบัติตัวของมนุษย์  ความทุจริตและความเสื่อมสลายของสถาบันทั้งหลายของมนุษย์  เปิดเผยตนเองด้วยลักษณะที่เลวร้ายและน่าสะอิดสะเอียนที่สุดในสภาพแวดล้อมดังกล่าว  อุปนิสัยใจคอของมนุษย์ต่ำลง  ความเชื่อมั่นสั่นคลอน  การควบคุมวินัยหย่อนยาน  เสียงของมโนธรรมเงียบลง  สำนึกในศีลธรรมและความละอายใจมืดมน  ความคิดเกี่ยวกับหน้าที่  ความเป็นปึกแผ่น  การตอบแทนกันและความจงรักภักดี  ถูกบิดเบือน  และความสงบสุข  ความเบิกบานและความหวัง  ดับสิ้นไปทีละน้อย”
 
ดังนั้นหากมาถึงจุดของความขัดแย้งที่ทำให้เป็นอัมพาต  มนุษยชาติต้องหันมาดูตนเอง  ดูความไม่ใส่ใจของตน  และเสียงล่อใจที่ตนตั้งใจฟัง  เพื่อหาแหล่งที่มาของความเข้าใจผิดและความสับสนที่กระทำในนามของศาสนา  บรรดาผู้ที่ยึดถือความเชื่อเฉพาะตามจารีตอย่างตาบอดและเห็นแก่ตัว  ผู้ที่เอาการตีความคำแถลงของศาสนทูตทั้งหลายของพระผู้เป็นเจ้าที่ผิดพลาดและขัดแย้งกันมายัดเยียดให้แก่ผู้ที่เลื่อมใสตน  มีความรับผิดชอบอย่างหนักต่อความสับสนนี้  เป็นความสับสนที่ผสมกับอุปสรรคเทียมที่ก่อขึ้นมาระหว่างความศรัทธาและเหตุผล  วิทยาศาสตร์และศาสนา  เพราะจากการตรวจสอบวาทะที่แท้จริงของพระศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนาทั้งหลายด้วยใจเป็นธรรม  และสภาพแวดล้อมทางสังคมที่พระศาสดาทั้งหลายถูกกำหนดให้ดำเนินการตามพันธกิจของตน  ไม่มีสิ่งใดสนับสนุนการวิวาทและอคติที่ป่วนชุมชนศาสนาทั้งหลายของมนุษยชาติและกิจการทั้งหมดของมนุษย์
 
คำสอนที่ว่าเราควรปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่เราเองอยากถูกปฏิบัติ  ซึ่งเป็นจริยธรรมที่กล่าวซ้ำในศาสนาที่ยิ่งใหญ่ทั้งปวง  ให้พลังหนุนข้อสังเกตหลังสองประการนี้โดยเฉพาะ  จริยธรรมนี้รวมยอดเจตคติทางศีลธรรมที่เป็นลักษณะสำคัญที่ก่อให้เกิดสันติภาพ  ซึ่งขยายไปตามศาสนาเหล่านี้โดยไม่คำนึงถึงสถานที่หรือเวลากำเนิดของศาสนา  และยังหมายถึงลักษณะสำคัญหนึ่งของความสามัคคีซึ่งเป็นคุณที่เป็นสาระสำคัญของศาสนาทั้งหลาย  เป็นคุณที่มนุษยชาติในการมองประวัติศาสตร์ไม่ปะติดปะต่อ  ไม่เห็นคุณค่า
 
หากได้มองบรรดาพระศาสดาผู้อบรมวัยเด็กร่วมกันของตนในลักษณะที่แท้จริง  ในฐานะผู้ปฏิบัติการของกระบวนการสร้างอารยธรรมเดียวกัน  ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามนุษยชาติย่อมได้เก็บเกี่ยวคุณประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าสุดคณานับ  จากอิทธิพลสะสมของพันธกิจที่ตามติดกันมาของพระศาสดาทั้งหลาย  อนิจจา  มนุษยชาติหาได้มอง
 
การฟื้นขึ้นมาของความบ้าคลั่งศาสนาที่ร้อนแรงที่เกิดขึ้นในหลายดินแดน  ไม่สามารถพิจารณาเป็นอื่นใดได้มากไปกว่าการชักกระตุกที่กำลังจะตาย  ลักษณะของปรากฏการณ์ที่รุนแรงและปั่นป่วนที่สัมพันธ์กับความบ้าคลั่งศาสนา  ให้การยืนยันความล้มละลายทางจิตวิญญาณที่ความบ้าคลั่งนั้นเป็นสัญลักษณ์  ที่จริงแล้วหนึ่งในลักษณะเฉพาะที่แปลกและน่าเศร้าที่สุดของการระเบิดออกมาของความบ้าคลั่งศาสนาในปัจจุบัน  คือขนาดในแต่ละกรณีที่ความบ้าคลั่งนั้นบ่อนทำลายไม่เพียงแต่ค่านิยมทางจิตวิญญาณที่หนุนนำความสามัคคีของมนุษยชาติ  แต่ยังบ่อนทำลายชัยชนะทางศีลธรรมที่ไม่มีเหมือนทั้งหลายที่ได้มาโดยศาสนาที่ความบ้าคลั่งนั้นอ้างว่ารับใช้
 
ไม่ว่าพลังทางศาสนาจะสำคัญเพียงไรในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ  และไม่ว่าการฟื้นขึ้นมาของความบ้าคลั่งศาสนาที่สู้รบกันในปัจจุบันจะสะเทือนอารมณ์เพียงใด  เป็นเวลาหลายทศวรรษศาสนาและสถาบันทางศาสนาทั้งหลายถูกมองโดยประชาชนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า  ไม่สัมพันธ์กับเรื่องสำคัญของโลกสมัยใหม่  แทนที่จะหันมาหาศาสนาพวกเขาไปไขว่คว้าความพอใจทางวัตถุอย่างสุขสำราญ  หรือไปตามลัทธิต่างๆ ที่มนุษย์คิดขึ้นมาที่มุ่งหมายจะช่วยสังคมให้พ้นจากความชั่วร้ายที่ประจักษ์ทั้งหลายที่สังคมโอดครวญอยู่ภายใต้นั้น  อนิจจา  แทนที่จะอ้าแขนรับแนวความคิดของความเป็นหนึ่งเดียวกันของมนุษยชาติและส่งเสริมการเพิ่มความกลมเกลียวในหมู่ชนชาติต่างๆ  ลัทธิมากมายเหล่านี้กลับมีแนวโน้มที่จะบูชารัฐเยี่ยงพระเจ้า  ทำให้มนุษยชาติที่เหลือเป็นรองต่อชาติหนึ่ง  เชื้อชาติหนึ่งหรือชนชั้นหนึ่ง  พยายามระงับการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดทั้งหมด  หรือทอดทิ้งประชาชนที่อดอยากนับล้านๆ อย่างไม่ไยดีไว้กับปฏิบัติการของระบบการตลาดที่กำลังซ้ำเติมความระกำลำบากของมนุษยชาติส่วนใหญ่อย่างชัดเจน  ขณะที่ช่วยให้ภาคส่วนเล็กๆ สามารถดำรงชีวิตในสภาพที่ความมั่งคั่งอย่างที่บรรพบุรุษของเราแทบไม่เคยนึกฝัน
 
บันทึกเกี่ยวกับศาสนาทดแทนทั้งหลายที่บรรดาผู้ชาญฉลาดทางโลกในยุคของเราสร้างขึ้นมานั้นน่าสลดเพียงไร  ในการเลิกหลงเชื่อสิ่งผิดครั้งใหญ่ของประชากรทั้งหมดที่ถูกสอนให้บูชา ณ แท่นบูชาของศาสนาทดแทนเหล่านี้  มีคำวินิจฉัยที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ของประวัติศาสตร์ให้อ่านเกี่ยวกับคุณค่าของศาสนาทดแทนดังกล่าว  ผลที่หลักความเชื่อเหล่านี้ก่อให้เกิดหลังจากหลายทศวรรษของการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกรั้งมากยิ่งขึ้น  โดยบรรดาผู้ที่ได้ขึ้นมาเป็นใหญ่ในกิจการต่างๆ เพราะหลักความเชื่อดังกล่าว  คือความยุ่งยากทางสังคมและเศรษฐกิจที่ส่งผลร้ายต่อทุกภูมิภาคของโลกในปีท้ายๆ ของคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ  ที่เป็นรากฐานของความเดือดร้อนภายนอกเหล่านี้คือ  ความเสียหายทางจิตวิญญาณที่สะท้อนอยู่ในความเมินเฉยที่กุมมวลประชาชนของทุกชาติ  และโดยการดับความหวังในหัวใจของคนนับล้านๆ ที่แร้นแค้นและเจ็บปวด
 
เวลามาถึงแล้ว  คือเวลาที่บรรดาผู้ที่เทศน์ความเชื่อในวัตถุนิยมอย่างห้ามแย้ง  ไม่ว่าของโลกตะวันออกหรือโลกตะวันตก  ไม่ว่าของทุนนิยมหรือสังคมนิยม  ต้องให้เหตุผลสำหรับการเป็นผู้ดูแลศีลธรรมที่พวกเขาหาญเข้ามารับผิดชอบ  “โลกใหม่” ที่ลัทธิเหล่านี้สัญญาไว้อยู่ที่ไหน?  สันติภาพนานาชาติที่พวกเขาประกาศอุทิศตนต่ออุดมคติของเรื่องนี้อยู่ที่ไหน?  การบุกเบิกเข้าไปสู่อาณาจักรใหม่ๆ ของความสำเร็จทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นโดยการขยายอิทธิพลของเชื้อชาตินี้  ชาตินั้น  หรือชนชั้นหนึ่ง  อยู่ที่ไหน?  ทำไมประชาชนส่วนใหญ่มากมายของโลกกำลังจมลึกลงไปเรื่อยๆ ในความหิวโหยและทุกขเวทนา  ขณะที่ความมั่งคั่งในระดับที่ไม่เคยนึกฝันโดยฟาโรห์  ซีซ่าร์  หรือแม้แต่บรรดามหาอำนาจนักล่าอาณานิคมในคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า  อยู่ในมือของบรรดาผู้ชี้ขาดกิจการทั้งหลายในปัจจุบัน
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สุด  ในการยกย่องการไขว่คว้าทางวัตถุซึ่งเป็นทั้งที่มาและลักษณะเฉพาะร่วมกันของลัทธิทั้งหมดดังกล่าวนี้เอง  ที่เราพบรากที่หล่อเลี้ยงความไม่จริงที่ว่า  มนุษย์เราเห็นแก่ตัวและก้าวร้าวอย่างแก้ไขไม่ได้  ตรงนี้เองที่ต้องเก็บกวาดพื้นดินให้โล่งเพื่อการสร้างโลกใหม่ที่เหมาะสำหรับลูกหลานของเรา
 
ตามประสบการณ์นั้นการที่อุดมคติทางวัตถุนิยมหาได้ตอบสนองความต้องการของมนุษยชาติ  เรียกร้องให้มีการยอมรับว่าอย่างสุจริตใจว่า  บัดนี้ต้องมีความพยายามใหม่เพื่อหาทางออกสำหรับปัญหาที่เจ็บปวดทั้งหลายของโลก  สภาพที่เหลือทนทั้งหลายที่แผ่ไปทั่วสังคมชี้บ่งความล้มเหลวร่วมกันของทั้งหมด  ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มีแนวโน้มจะยุยงส่งเสริมแทนที่จะผ่อนคลายความตั้งมั่นที่มีอยู่รอบด้าน  เป็นที่ชัดเจนว่าจำเป็นต้องมีการพยายามแก้ไขร่วมกันอย่างรีบด่วน  โดยเบื้องต้นแล้วนี้เป็นเรื่องของเจตคติ  มนุษยชาติจะยังคงดื้อดันต่อไปโดยการยึดถือแนวความคิดที่พ้นสมัยและสมมุติฐานที่ใช้ไม่ได้ผลหรือ?  หรือผู้นำทั้งหลายของมนุษยชาติจะก้าวออกมาโดยไม่คำนึงถึงลัทธิ  และปรึกษาหารือกันด้วยเจตจำนงที่มุ่งมั่น  เพื่อค้นหาทางออกที่เหมาะสมอย่างสามัคคีกัน? 
 
บรรดาผู้ที่ห่วงใยอนาคตของเผ่าพันธุ์มนุษย์น่าจะไตร่ตรองคำแนะนำนี้ : “ถ้าอุดมคติทั้งหลายที่ยึดถือกันมานานและสถาบันทั้งหลายที่เก่าแก่น่านับถือ  ถ้าสมมุติฐานทางสังคมและสูตรทางศาสนาบางอย่าง  ได้ยุติส่งเสริมความผาสุกของมนุษยชาติส่วนใหญ่  ไม่ได้ดูแลความต้องการของมนุษยชาติที่มีวิวัฒนาการอยู่ตลอดอีกต่อไป  ก็ขอให้สิ่งเหล่านี้ถูกลดชั้นและกวาดไปไว้ในสถานที่สำหรับหลักความเชื่อที่พ้นสมัยและถูกลืม  ในโลกที่อยู่ภายใต้กฎแห่งความเปลี่ยนแปลงและความเสื่อมซึ่งเป็นกฎที่ไม่มีเปลี่ยนแปลง  ไฉนสิ่งเหล่านี้ควรได้รับการยกเว้นจากความเสื่อมที่จำเป็นต้องบังเกิดกับทุกสถาบันของมนุษย์?  เพราะมาตรฐานทางกฎหมาย  ทฤษฎีการเมืองและเศรษฐกิจ  ถูกออกแบบให้พิทักษ์รักษาประโยชน์ของมนุษยชาติทั้งหมด  ไม่ใช่ให้มนุษยชาติทุกข์ทรมานเพื่อปกรักษาบูรณภาพของกฎหรือหลักความเชื่อใดโดยเฉพาะ”
<<<การแนะนำ
ส่วนที่ 2 >>>
Verified by MonsterInsights