บทนำ

 
 

สัญญาแห่งสันติภาพ

 

คำนำ
          เนื่องในโอกาสปีแห่งสันติภาพสากล  พ.ศ. 2529  ประกาศโดยองค์การสหประชาชาติ  สภายุติธรรมสากลซึ่งเป็นสถาบันสูงสุดของศาสนาบาไฮได้ออกสาสน์  “สัญญาแห่งสันติภาพของโลก” และมอบหมายให้ธรรมสภาแห่งชาติทั่วโลกมอบสาสน์นี้ ให้แก่มนุษยชาติ  เป็นการให้ความหวังว่าสันติภาพของโลกอยู่เพียงแค่เอื้อม
 
ธรรมสภาบาไฮแห่งประเทศไทย 
 
สัญญาแห่งสันติภาพของโลก
ตุลาคม  2528            
เรียน      ประชาชนทั้งหลายของโลก
          สันติภาพอันยิ่งใหญ่ที่ประชาชนผู้มีไมตรีจิตตลอดในหลายศตวรรษที่ผ่านมาได้มุ่งหวังไว้  อีกทั้งบรรดาผู้เห็นการณ์ไกลและกวีหลายชั่วอายุได้แสดงนิมิตไว้ และพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของมนุษยชาติในหลายยุคสมัยได้ให้สัญญาไว้อย่างต่อเนื่อง  บัดนี้หลังจากที่ล่าช้ามานาน สันติภาพนี้อยู่เพียงแค่เอื้อมของชาติทั้งหลาย  เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เป็นไปได้สำหรับทุกคนที่จะมองดูทั่วโลกและประชาชนจำนวนมากมายของโลกที่แตกต่างกัน เป็นการมองดูในสัดส่วนเดียวกัน สันติภาพของโลกมิเพียงเป็นไปได้แต่ยังต้องบังเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  มันคือขั้นตอนต่อไปในการวิวัฒนาการบนดาวนพเคราะห์นี้ ดังถ้อยคำของนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง “การประสานมนุษยชาติทั่วโลก”
          ไม่ว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นภายหลังจากความสยดสยองอันมิอาจจิตนาการได้ที่เกิดขึ้นอย่างทันใดโดยความดื้อดึงของมนุษยชาติที่ยึดอยู่กับแบบแผนความประพฤติโบราณ  หรือสันติภาพจะได้มาในเวลานี้โดยการปฏิบัติด้วยเจตนารมณ์ของการปรึกษาหารือ นั่นคือทางเลือกที่อยู่ต่อหน้าทุกคนที่อาศัยอยู่บนโลก  ในช่วงเวลาอันวิกฤตินี้ปัญหาต่างๆ ที่ยากแก่การควบคุมที่เผชิญชาติทั้งหลายอยู่ได้รวมเข้าเป็นความห่วงใยร่วมกันทั่วโลก  การไม่ยับยั้งกระแสแห่งความขัดแย้งและความไม่เป็นระเบียบย่อมเป็นการขาดความรับผิดชอบอย่างไม่สมเหตุผล
สัญลักษณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าสันติภาพของโลกอยู่เพียงแค่เอื้อมได้แก่ความแข็งแรงที่เติบโตอย่างสม่ำเสมอของขั้นตอนต่างๆ ที่มุ่งสู่ระบบแห่งโลกที่เริ่มในต้นศตวรรษนี้  โดยการก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติ  สืบเนื่องต่อมาโดยองค์การสหประชาชาติที่มีฐานกว้างกว่า  ความสำเร็จของความเป็นเอกราชโดยชาติส่วนใหญ่ของโลกหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง  แสดงถึงความสมบูรณ์ของขบวนการสร้างชาติและความเกี่ยวพันของชาติที่เริ่มก่อตั้งเหล่านี้กับชาติที่ดำรงอยู่ก่อนทั้งหลายในเรื่องต่างๆ ที่มีความสนใจร่วมกัน ผลที่ตามมาคือประชาชนและกลุ่มต่างๆ  ที่เคยแยกกันและเป็นปรปักษ์ต่อกันให้หันมาร่วมมือกันในภารกิจมากมายในวงของด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา กฎหมายและวัฒนธรรม  การเพิ่มจำนวนอย่างไม่เคยมีมาก่อนขององค์การสงเคราะห์นานาชาติในทศวรรษทั้งหลายที่พึ่งผ่านมา การแผ่กระจายการเคลื่อนไหวต่างๆ ของสตรีและเยาวชนในการเรียกร้องการยุติสงคราม และการสร้างระบบเชื่อมโยงจำนวนมากที่ขยายกว้างออกโดยประชาชนทั่วไปที่แสวงหาความเข้าใจโดยการติดต่อกันส่วนบุคคล
          ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการประยุกต์ในด้านอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ได้รับพรอย่างผิดธรรมดานี้  เป็นประดุจคลื่นอันยิ่งใหญ่ที่ซัดอยู่ในวิวัฒนาการทางสังคมของดาวนพเคราะห์ที่เราอาศัยอยู่นี้ และแสดงถึงวิธีการที่จะแก้ปัญหาอันแท้จริงทั้งหลายของมนุษยชาติ แท้จริงแล้วความก้าวหน้าทางวัตถุดังกล่าวได้จัดหาวิธีการสำหรับการจัดการต่อชีวิตอันซับซ้อนของโลกที่เชื่อมเข้าด้วยกัน กระนั้นอุปสรรคทั้งหลายยังคงมีอยู่ ความสงสัย ความเข้าใจผิด อคติ ความระแวงและความเห็นแก่ตัวอันคับแคบ ได้ห้อมล้อมชาติและประชาชนทั้งหลายในความสัมพันธ์ของพวกเขาที่มีต่อกัน
          ด้วยแรงกระตุ้นจากสำนึกส่วนลึกในหน้าที่ทางศีลธรรม  ซึ่งเราถูกผลักดันในเวลาอันเหมาะนี้ที่จะเรียกร้องความสนใจของท่านมาสู่ความหยั่งรู้อันล้ำลึกที่แจ้งเป็นครั้งแรกกว่าหนึ่งร้อยปีที่แล้ว ไปยังผู้ปกครองทั้งหลายของมนุษยชาติโดยพระบาฮาอุลลาห์ ผู้ก่อตั้งศาสนาบาไฮ ซึ่งเราเป็นผู้ที่ได้รับมอบให้สืบทอดศาสนาต่อมา
          พระบาฮาอุลลาห์ได้ทรงจารึกว่า “อนิจจา กระแสลมแห่งความสิ้นหวังกำลังพัดมาจากทุกทิศทาง  และการทะเลาะวิวาทที่สร้างความแตกแยกและความยุ่งยากให้แก่มนุษยชาติกำลังทวีขึ้นทุกวัน  สัญลักษณ์ทั้งหลายของความโกลาหลอันรุนแรงและความไม่มีระเบียบที่ใกล้จะเกิดขึ้นนั้นสามารถเห็นได้ในปัจจุบัน  เนื่องด้วยระบบที่มีอยู่ทั่วไปดูเหมือนเป็นสิ่งบกพร่องอย่างน่าเศร้า”  การพินิจทำนายนี้ได้รับการยืนยันอย่างเพียงพอโดยประสบการณ์ร่วมกันของมนุษยชาติ  ความบกพร่องทั้งหลายของระบบที่มีอยู่ทั่วไป เป็นที่เด่นชัดจากการที่รัฐเอกราชทั้งหลายที่รวมกำลังกันเช่นองค์การสหประชาชาติที่ไม่สามารถขับไล่ปีศาจสงคาม การล้มทลายของระบบเศรษฐกิจนานาชาติที่ถูกคุกคาม การแผ่กระจายของอนาธิปไตยและการก่อการร้าย  และความทรมานอันแสนสาหัสที่ความทุกข์ยากเหล่านี้และอื่นๆ ได้ก่อให้กับประชาชนที่เพิ่มจำนวนนับล้านๆ แท้จริงแล้วความก้าวร้าวและการต่อสู้ได้เป็นลักษณะอย่างยิ่งของระบบทางสังคม  ระบบทางเศรษฐกิจและระบบทางศาสนาของเรา  จนหลายคนได้จำนนต่อทรรศนะที่ว่า ความประพฤติดังกล่าวเป็นธรรมชาติที่ฝังอยู่ในมนุษย์ซึ่งมิอาจถอนรากออกมาได้
          ด้วยการตั้งมั่นอยู่กับทรรศนะนี้  ความขัดแย้งที่สร้างความเป็นอัมพาตได้ก่อขึ้นในธุรกิจทั้งหลายของมนุษย์ ในด้านหนึ่งประชาชนของทุกชาติได้ประกาศมิเพียงความพร้อมของพวกเขา แต่ได้ประกาศถึงความปรารถนาอย่างจริงจังต่อสันติภาพและความปรองดอง  ต่อการสิ้นสุดความหวาดกลัวที่ทรมานชีวิตประจำวัน  ของพวกเขาทั้งหลาย ในอีกด้านหนึ่งมีการยอมรับโดยไม่พินิจพิเคราะห์ต่อคำอ้างที่ว่ามนุษย์ทั้งหลายมีความเห็นแก่ตัวและก้าวร้าวอย่างมิอาจแก้ไขได้ และดังนั้นจึงไม่สามารถก่อตั้งระบบทางสังคมอันหนึ่ง  ซึ่งในเวลาเดียวกันมีทั้งความก้าวหน้าและความสงบ  มีทั้งพลังและความปรองดอง  อันเป็นระบบที่ให้อิสระในการสร้างสรรค์และการริเริ่มของแต่ละบุคคลแต่วางอยู่บนรากฐานของการร่วมมือและการแลกเปลี่ยนตอบแทนกัน
          เนื่องด้วยความจำเป็นต้องมีสันติภาพเป็นเรื่องรีบด่วน  ความขัดแย้งมูลฐานนี้ที่ได้ขัดขวางการบังเกิดของสันติภาพจำเป็นต้องมีการประเมินสมมุติฐานทั้งหลายเสียใหม่เกี่ยวกับสถานการณ์อันยุ่งยากในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ หลักฐานที่ได้รับการตรวจสอบอย่างเที่ยงธรรมเปิดเผยให้เห็นว่าความประพฤติดังกล่าวมิได้แสดงถึงธาตุแท้ของมนุษย์เลย แต่แสดงถึงความบิดเบือนทางจิตใจของมนุษย์  ความพอใจต่อข้อสรุปนี้จะทำให้ประชาชนทั้งหมดสามารถขับเคลื่อนพลังสร้างสรรค์ทางสังคม  และเพราะว่ามันตรงกับธรรมชาติของมนุษย์ มันจะสนับสนุนความความปรองดองและการร่วมมือแทนสงครามและการต่อสู้
          การเลือกแนวทางสร้างสรรค์ดังกล่าวมิใช่เป็นการปฏิเสธอดีตของมนุษยชาติ  แต่เป็นการเข้าใจสิ่งนั้น ศาสนาบาไฮพิจารณาความสับสนของโลกในปัจจุบันและความหายนะในธุรกิจทั้งหลายของมนุษย์เป็นดั่งขั้นตอนทางธรรมชาติในขบวนการสร้างระบบ ซึ่งในท้ายที่สุดจะนำไปสู่การประสานสามัคคีมนุษยชาติเข้าเป็นระบบทางสังคมหนึ่งเดียวซึ่งเขตแดนของมันคือดาวนพเคราะห์ที่เราอาศัยอยู่นี้ มนุษยชาติในฐานะเป็นกลุ่มที่มีระบบเด่นเป็นพิเศษ ได้ผ่านขั้นตอนการวิวัฒนาการทั้งหลายซึ่งเปรียบได้กับวัยทารกและวัยเด็กในชีวิตของแต่ละบุคคล และบัดนี้อยู่ในระยะขีดสุดของวัยรุ่นแห่งความโกลาหล ซึ่งกำลังใกล้เข้าไปสู่ยุคที่ได้รอคอยกันมานาน
          การยอมรับอย่างเปิดเผยว่า อคติ สงคราม และการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวได้แสดงถึงขั้นตอนทั้งหลายที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ของขบวนการแห่งประวัติศาสตร์อันไพศาล และมนุษยชาติในปัจจุบันกำลังประสบกับความโกลาหลอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ซึ่งบ่งบอกถึงการเข้าสู่วัยสมบูรณ์ มิใช่เหตุผลสำหรับความสิ้นหวังแต่เป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการเริ่มภารกิจอันมโหฬารของการก่อสร้างโลกที่รักสันติ ภารกิจดังกล่าวเป็นสิ่งที่เป็นไปได้  พลังสร้างสรรค์อันจำเป็นทั้งหลายดำรงอยู่จริง โครงสร้างสังคมแห่งความสามัคคีสามารถก่อตั้งได้  นี้คือหัวข้อที่เราเร่งเร้าท่านให้พิจารณา
          ไม่ว่าความทุกข์ทรมานและความยุ่งเหยิงใดๆ ที่อาจมีอยู่ในปีทั้งหลายถัดไป  ไม่ว่าสภาพแวดล้อมทั้งหลายในปัจจุบันจะมืดมนเพียงไร  ชุมชนบาไฮเชื่อว่ามนุษยชาติสามารถเผชิญกับการทดสอบอันยิ่งใหญ่ที่สุดนี้ได้ด้วยความมั่นใจในผลท้ายที่สุด  การเปลี่ยนแปลงอันโกลาหลซึ่งมนุษยชาติกำลังถูกผลักดันไปสู่อย่างรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ   มิได้เป็นสัญญาณบอกถึงจุดจบของอารยธรรม แต่จะเป็นการปลดปล่อย “ศักยภาพทั้งหลายที่มีอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์” และจะเปิดเผย “ระดับสูงสุดของจุดหมายของเขาบนโลกและคุณลักษณะดีเลิศที่มีอยู่ในสภาพอันแท้จริงของเขา”
 
Verified by MonsterInsights