ทำไมเราจึงต้องทุกข์? สิ่งที่พุทธศาสนาและศาสนาบาไฮสอน

 
ทุกคนต่างเคยทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วย การสูญเสีย ความผิดหวัง ความกลัว หรือความเจ็บปวดเมื่อต้องเห็นคนที่เรารักลำบาก ในประเทศไทย ที่คำสอนเรื่อง ทุกข์ ของพระพุทธเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่ผู้คนเข้าใจชีวิต คำถามมักไม่ใช่ว่า “ทุกข์มีจริงหรือไม่” แต่คือ “ทำไม และเราควรทำอย่างไรกับมัน” ต่อไปนี้คือคำตอบของสองศาสนา ด้วยความเคารพต่อทั้งสอง
พุทธศาสนาสอนว่าอย่างไร
พระพุทธเจ้าทรงเริ่มต้นด้วยการมองชีวิตอย่างตรงไปตรงมา การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก และการไม่ได้สิ่งที่ปรารถนาก็เป็นทุกข์ นี่คืออริยสัจข้อแรก คือ ทุกข์
จากนั้นพระองค์ทรงสอนว่าทุกข์มีเหตุ คือ ตัณหา ความอยากและการยึดติด และทุกข์ดับได้ หนทางสู่ความดับทุกข์คืออริยมรรคมีองค์แปด อันประกอบด้วยปัญญา ศีล และสมาธิ นำไปสู่ นิพพาน
พระองค์ยังทรงแยกแยะไว้อย่างรอบคอบ ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ทุกข์ส่วนใหญ่เกิดจากวิธีที่เราตอบสนองต่อมัน พระองค์ทรงเปรียบเทียบไว้ว่าเหมือนถูกศรดอกแรกยิง แล้วถูกดอกที่สองซ้ำ คือลูกศรแห่งการต่อต้านและความทุกข์ใจที่เรายิงใส่ตัวเอง พุทธศาสนาไม่ได้อธิบายว่าทุกข์เป็นสิ่งที่ผู้ใดส่งมาด้วยเหตุผลใด หากเป็นข้อเท็จจริงของการดำรงอยู่ที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ซึ่งต้องทำความเข้าใจ และท้ายที่สุดดับได้ด้วยปัญญาและการปฏิบัติ เรื่องของกีสาโคตมี ผู้ได้เรียนรู้จากความโศกเศร้าว่าไม่มีบ้านใดปราศจากความตาย แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจเช่นนี้นำไปสู่ความเมตตากรุณาได้
ศาสนาบาไฮสอนว่าอย่างไร
คำสอนบาไฮเห็นพ้องว่าทุกข์เป็นของจริงและหลีกเลี่ยงไม่ได้ในโลกนี้ และการยึดติดกับสิ่งที่ไม่เที่ยงทำให้ทุกข์ลึกขึ้น พร้อมกันนั้นยังเพิ่มแนวคิดหลายประการ
  • ทุกข์มีที่มาหลายทาง บางส่วนมาจากธรรมชาติของโลกทางกายภาพ (เจ็บป่วย สูญเสีย ชรา) บางส่วนมาจากความผิดพลาดของเราเอง ส่วนมากมาจากความอยุติธรรม อคติ สงคราม และความแตกแยกของมนุษย์ ซึ่งมนุษยชาติต้องร่วมกันเยียวยา และบางส่วนเราเลือกรับด้วยความรัก เมื่อเราเสียสละเพื่อผู้อื่น
  • ทุกข์อาจขัดเกลาวิญญาณ ความยากลำบากถูกเปรียบเหมือนไฟที่ทำให้ทองบริสุทธิ์ บททดสอบอาจปลุกเราจากความประมาท สร้างความอดทนและความเมตตา และนำเราเข้าใกล้พระผู้เป็นเจ้า ชาวบาไฮเชื่อว่าวิญญาณเป็นนิรันดร์ ดังนั้นการเติบโตที่ได้จากความยากลำบากจึงไม่สูญหายไปเมื่อตาย
  • ทุกข์ไม่ใช่การลงโทษ และไม่ใช่สิ่งที่ต้องแสวงหา ชาวบาไฮไม่ได้ถูกขอให้เชิดชูความเจ็บปวด หรืออดทนต่อสิ่งที่แก้ไขได้ แต่ได้รับการสนับสนุนให้เยียวยาผู้ป่วย บรรเทาความยากจน และทำงานเพื่อความยุติธรรม เพราะการลดความทุกข์ก็เป็นการนมัสการอย่างหนึ่ง
  • ความสุขและความทุกข์อยู่ร่วมกันได้ การอธิษฐาน ความไว้วางใจในพระผู้เป็นเจ้า และการรับใช้ผู้อื่น นำความสงบที่ไม่ขึ้นกับสถานการณ์มาให้
“หากความทุกข์ยากไม่มาถึงเจ้าในหนทางของเรา เจ้าจะเดินในวิถีของผู้ที่พอใจในความพอพระทัยของเราได้อย่างไร” — พระบาฮาอุลลาห์ คำลี้ลับ
เปรียบเทียบเคียงข้างกัน
 

พุทธศาสนา

ศาสนาบาไฮ

ทุกข์เป็นของจริงหรือไม่
จริง และเป็นจุดเริ่มต้นของคำสอน
จริง
อะไรเป็นสาเหตุ
ตัณหาและการยึดติด อวิชชา กรรมหล่อหลอมสถานการณ์
ธรรมชาติของโลกวัตถุ การกระทำของเราเอง และความอยุติธรรมทางสังคม
มีจุดประสงค์หรือไม่
เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องเข้าใจและดับ ไม่ใช่สารจากผู้สร้าง
อาจเป็นไปเพื่อการเติบโตของวิญญาณ และพระเมตตาของพระผู้เป็นเจ้ามีอยู่ในนั้น
ทางออกคืออะไร
ปัญญา ศีล และการเจริญสติสมาธิ ดับตัณหา บรรลุนิพพาน
การอธิษฐาน การไม่ยึดติด ความไว้วางใจในพระผู้เป็นเจ้า คุณสมบัติทางจิตวิญญาณ และการรับใช้
ดับได้สิ้นเชิงหรือไม่
ได้ ในนิพพาน
ไม่ใช่ในโลกนี้ แต่เปลี่ยนแปลงและบรรเทาได้ และวิญญาณก้าวหน้าต่อไปหลังความตาย
จุดที่สองศาสนามาพบกัน
  • ยอมรับอย่างซื่อตรงว่าทุกข์เป็นของจริง
  • การไม่ยึดติดเป็นแหล่งของอิสรภาพ
  • ความเมตตากรุณาต่อผู้ที่กำลังเจ็บปวด
  • ความเชื่อว่าวิธีที่เราตอบสนองสำคัญกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา
จุดที่แตกต่างกัน
พุทธศาสนามองการดับทุกข์เป็นเป้าหมายของหนทาง ส่วนคำสอนบาไฮมองว่าจุดมุ่งหมายของชีวิตคือการรู้จักและรักพระผู้เป็นเจ้า และพัฒนาคุณสมบัติทางจิตวิญญาณ โดยทุกข์เป็นหนึ่งในหนทางที่เราเติบโต ซึ่งไม่ควรแสวงหา และควรบรรเทาเสมอเมื่อทำได้ เราไม่ปิดบังความแตกต่างนี้ และขอเชิญท่านพิจารณาทั้งสองแนวทาง
หากท่านกำลังทุกข์อยู่ตอนนี้
ท่านไม่จำเป็นต้องตัดสินว่าคำสอนใดถูกต้องก่อนจึงจะก้าวเล็ก ๆ ได้ ลองพัก อธิษฐานหรือนั่งสมาธิ พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ หรือทำความดีเล็ก ๆ เพื่อผู้อื่นสักอย่างหนึ่ง หน้า วิธีจัดการกับความเศร้าโศกและความสิ้นหวัง ของเรามีแนวทางปฏิบัติอ่อนโยนให้ท่านลอง
Verified by MonsterInsights